ตัวเลขความคุ้มครองผู้โดยสารในรถ คืออะไร

car-insurance-policy-details-l.jpg

ทุกครั้งที่เราต้องการทำประกันภัยรถยนต์หรือต่อประกันรถของเรา ส่วนใหญ่เรามักจะให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เราใช้บริการอยู่ ดำเนินการคำนวนค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้เรา และสำหรับบางคนอาจจะดูค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ก่อนความคุ้มครองที่บริษัทประกันภัยรถยนต์มีให้เราด้วยซ้ำ แต่หลายๆคนที่อ่านความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์แล้ว เคยติดใจสงสัยบ้างมั้ยคะว่า ตัวเลขความคุ้มครองผู้โดยสารในรถ ที่ถูกระบุอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

ตัวเลขความคุ้มครองผู้โดยสารในรถ คืออะไร

            ตัวเลขความคุ้มครองผู้โดยสารในรถยนต์ ก็คือ ตัวเลขจำนวนบุคคลที่อยู่ภายในรถยนต์คันเอาประกันภัยนั่นเองค่ะ อาทิเช่น ประกันภัยรถยนต์ชั้น3 ของวิริยะประกันภัย สำหรับรถยนต์ระบุไว้ว่า คุ้มครองผู้ขับขี่ 1คน และคุ้มครองผู้โดยสารภายในรถยนต์ 50,000 บาท/คน นั่นเองค่ะ

            ตัวเลขความคุ้มครองผู้โดยสารในรถ ที่มักจะถูกระบุในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ส่วนใหญ่นั้นจะมาในลักษณะ 7 x 100,000 นั่นหมายความว่า กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับนั้น จะให้ความคุ้มครอง ผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถยนต์คันเอาประกันภัย จำนวน 7 คน โดยวงเงินคุ้มครอง จะอยู่ที่ 100,000 บาท/คน นั่นเองค่ะ

            ดังนั้นเมื่อเรามีการตัดสินใจซื้อหรือต่อประกันภัยรถยนต์กับบริษัทประกันรถยนต์ เราต้องตรวจสอบความคุ้มครองและเงื่อนไขต่างๆที่บริษัทประกันมีให้อย่างครบถ้วนนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาผลประโยช์ของตัวเรา และ ลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใจผิด หรือการละเมิดเงื่อนไขที่ถูกระบุในกรมธรรม์ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตนั่นเองค่ะ

 

เคลมประกันภัยรถยนต์ แทนเจ้าของรถได้มั้ย

Adult upset driver man in front of automobile crash car collisio

เรื่องของประกันภัยรถยนต์ความคุ้มครองต่างๆย่อมมีให้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ระบุไว้ ซึ่งในบางครั้งเงื่อนไขเหล่านั้นหมายรวมถึงการแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ในกรณีต่างๆด้วย และบางกรณีที่รถยนต์ของเรามีความเสียหายและเราไม่มีเวลาที่จะแจ้งเคลมประกันรถยนต์ ด้วยตัวเอง ทราบหรือไม่คะว่า เราสามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนเราได้นะคะ

เคลมประกันภัยรถยนต์ แทนเจ้าของรถได้มั้ย

            สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ และมีเอกสารที่ต้องใช้ตามนี้ค่ะ 1.หนังสือมอบอำนาจ 2.สำเนาใบขับขี่ 3.สำเนาประจำตัวบัตรประชาชน 4.สำเนาทะเบียนรถ 5.สำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย

ขั้นตอนการแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์

            1.ผู้เอาประกันภัย(เจ้าของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์) เตรียมเอกสารที่ระบุไว้ข้างงต้นให้พร้อม ทั้งนี้เอกสารทุกฉบับจะต้องมีการลงชื่อกำกับ สำเนาถูกต้องทุกใบ

            2.ผู้รับมอบอำนาจ นำหลักฐานเอกสารมอบอำนาจจากข้อ 1. พร้อมทั้งสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจเอง ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยรถยนต์ / อู่หรือศูนย์ซ่อมในเครือของบริษัทประกันภัยรถยนต์

            3.เตรียมหลักฐานการแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ไปให้เรียบร้อย อาทิเช่น ใบขับขี่ของผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุ หน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และสำเนาทะเบียนรถ

            หากผู้รับมอบอำนาจเตรียมเอกสารที่จะยื่นกับบริษัทประกันภัยรถยนต์หรืออู่ซ่อมในเครือบริษัทประกันภัยรถยนต์ครบถ้วน ก็สามารถแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์แทนผู้เอาประกันภัยได้ค่ะ

            อย่าลืมนะคะว่า การแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ในแต่ละครั้ง ย่อมส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของเราในปีถัดไปด้วย แม้ว่าประกันภัยรถยนต์ของคุณจะเป็นประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ที่สามารถแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ได้แทบจะทุกกรณี แต่หากคุณมีการแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์หลายครั้งใน 1ปี ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของคุณในปีถัดไปย่อมสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์:Cash before cover คืออะไร ตอนที่ 2

car-insurance-premium

เมื่อครั้งที่แล้วเราพูดถึงหลักเกณฑ์การประกันภัยรถยนต์ Cash before cover กันไปแล้ว ซึ่งเป็นการย้ำชัดถึงการทำงานของประกันภัยรถยนต์ของเรา ว่าต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์เมื่อไหร่ ประกันภัยรถยนต์ถึงจะเริ่มต้นให้ความคุ้มครอง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงว่าทำไมถึงมีการนำหลัก Cash before cover มาใช้กันค่ะ

Cash before cover เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 โดยมีผลบังคับใช้กับประกันภัยรถยนต์ทั้ง 2ประเภท ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หรือ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พรบ.) ซึ่งบังคับใช้ทั้งในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา และผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล ค่ะ

สาเหตุที่ต้องใช้หลัก Cash before cover คือ

            เหตุผลที่ต้องมีการใช้หลัก Cash before cover ในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์นั้นก็เพื่อรักษาประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัยรถยนต์ รวมถึงช่วยลดการเกิดข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายๆกรณี เพราะพฤติกรรมการซื้อประกันภัยรถยนต์ของผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มมีการทำประกันภัยรถยนต์ออนไลน์และทำประกันภัยรถยนต์ผ่านทางโทรศัพท์มากขึ้น เพราะบริษัทประกันภัยรถยนต์แต่ละแห่งย่อมต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เอาประกันภัย แต่การทำประกันภัยรถยนต์ออนไลน์นี้ก็สามารถก่อให้เกิดข้อขัดแย้ง และกรณีพิพาทระหว่างผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันภัยรถยนต์ได้นั่นเองค่ะ

            นอกจากช่วยลดข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วนั้น วิธีการ Cash before cover นั้นยังเป็นการช่วยส่งเสริมสภาพคล่องให้แก่บริษัทประกันภัยรถยนต์ เพราะหากเราจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามเวลาที่ระบุ บริษัทประกันภัยรถยนต์เองก็จะสามารถมีเงินจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เราได้ในเวลาอันรวดเร็วนั่นเองค่ะ รวมถึงยังช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยรถยนต์ในกรณีที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ไม่ได้รับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ และเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันในกรณีที่ผู้เอาประกันได้ดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์เรียบร้อยแล้วนั่นเองค่ะ

            อย่างที่เราได้บอกไปค่ะว่า ประกันภัยรถยนต์จะมีผลคุ้มครองก็ต่อเมื่อเราดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์เรียบร้อยแล้วเท่านั้น และหลักการ Cash before cover นี้ไม่ได้เอื้อผลประโยชน์ให้แก่บริษัทประกันภัยรถยนต์เท่านั้น ยังถูกกำหนดมาเพื่อคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเช่นเดียวกันค่ะ

 

เพื่อนๆรู้จักกับคำว่า สินไหมกรุณา มั้ยครับ?

สินไหม คือ เงินค่าปรับหรือเงินที่ชอบด้วยกฏหมาย ใช้บ่อยในวงการประกันภัย

กรุณา คือ ความเมตตาหรือความมีน้ำใจให้โดยชอบ

คำว่าสินไหมกรุณาเป็นศัพท์เฉพาะในวงการประกันภัยที่ใช้ในกรณีพิเศษ จะใช้ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์แต่ต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุโดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้

 

  • ผู้เอาประกันภัยสุจริตใจจริง

  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องได้รับการดูแล ไม่ให้เกิดซ้ำ

  • หากเป็นประกันภัยที่รับต่อกัน ต้องได้รับการยินยอมจากบริษัทที่รับประกันต่อก่อน

 

ต้องบอกต่ออีกว่าสินไหมกรุณาเป็นเงินที่ให้เปล่า ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฏหมาย หรือสิ่งที่จะนำไปใช้ในการฟ้องร้องได้เลย เป็นค่าสินไหมที่จะมอบให้ตามแต่การพิจารณาของบริษัทประกันภัยเท่านั้น โดยมากจะออกให้ตามความเสียหายจริงเท่านั้น

วิธีการเรียกร้องเอาสินไหมกรุณา นั้นโดยมากจะเกิดผ่านตัวแทนบริษัทประกันภัย เนื่องจากจะต้องให้ตัวแทนเป็นคนยื่นเรื่องขอสินไหมกรุณา โดยมากนั้นจะมีการเรียกร้องสินไหมกรุณาเมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ศาลตัดสินให้อยู่นอกเหนือเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประสบภัยต้องเรียกร้องขอความกรุณาจากบริษัทประกันภัยเอง

img_0120_kf-740x360
สินไหมกรุณานั้นเป็นสิ่งที่บริษัทประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับผู้ประสบภัยเลย ไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหน แต่สินไหมกรุณาก็เป็นเรื่องที่ขึ้นตามแต่ความพึงพอใจของบริษัทประกันภัยเท่านั้น โดยมากหากผู้ประสบภัยเป็นลูกค้าชั้นดี ก็จะมีการดำเนินเรื่องที่ง่ายกว่า ดังนั้นๆเพื่อนๆที่ไม่มีประวัติแย่ๆกับบริษัทประกันภัยแล้วเกิดประสบอุบัติเหตุขึ้นมา เหตุแบบที่เราไม่สามารถเคลมประกันได้ ก็ให้ลองสอบถามกับตัวแทนประกันภัยดูเพื่อยื่นเรื่องขอสินไหมกรุณาก็ได้ครับ

ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์:Cash before cover คืออะไร ตอนที่1

 

car-insurance-premium

ในการทำประกันภัยรถยนต์ในแต่ละครั้ง เรารู้กันอยู่แล้วว่า เราสามารถเลือกวันเริ่มคุ้มครองประกันรถยนต์เองได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้เราจะสามารถเลือกวันเริ่มคุ้มครองประกันภัยรถยนต์เองได้ แต่หากเรายังไม่ได้มีการชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยรถยนต์ก็จะยังไม่ทำงาน ซึ่งข้อนี้เป็นไปตามหลักการ Cash before cover นั่นเองค่ะ

Cash before cover คืออะไร

            Cash before cover คือหลักการการคุ้มครองที่กำหนดไว้ว่า ผู้เอาประกันภัยจะต้องทำการชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้กับบริษัทประกันภัยรถยนต์ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินวันที่กรมธรรม์เริ่มให้ความคุ้มครอง ซึ่งรายละเอียดและหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการแบ่งออกเป็น 2กรณี คือ 1.ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา 2.ผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล

            1.ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา หากผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้กับบริษัทประกันภัยรถยนต์ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินวันที่กรมธรรม์เริ่มให้ความคุ้มครอง แต่หากบริษัทประกันภัยมีการส่งเล่มกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว และแม้ว่าผู้เอาประกันภัยรถยนต์จะยังไม่ดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ให้ถือว่ากรมธรรม์นั้นให้ความคุ้มครองทันที

            2.ผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล หากผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล จะต้องดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภายใน 15วันนับจากวันที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลให้ความคุ้มครอง แต่ในกรณีที่นิติบุคคลดำเนินการชำระค่าเบี้ยประกันภัย เกินจาก 15วัน นับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับนั้นจะมีผลยุติลงทันที เพราะถือว่านิติบุคคลนั้นๆ ไม่ประสงค์เอาประกันภัย

            การจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม หรือละเลยนะคะ เพราะหากเราไม่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แล้วล่ะก็ ย่อมส่งผลต่อความคุ้มครองที่เราจะได้รับจากบริษัทประกันภัยรถยนต์อย่างแน่นอนค่ะ                 

ความเสี่ยงจากการซื้อ – ขายรถพร้อมกรมธรรม์ประกันรถ ตอนที่2

Deal

Young couple buys a car

ครั้งที่แล้วเราพูดถึงความเสี่ยงในการซื้อ-ขายรถพร้อมกรมธรรม์กันไปบ้างแล้ว และได้มีการแนะนำไปบ้างแล้วว่าเมื่อการซื้อ-ขายรถนั้นมีการดำเนินการโอนเล่มทะเบียนรถเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาก็คือแจ้งให้บริษัทประกันภัยรถยนต์รับทราบและเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันภัยมาเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของรถ ที่ต้องดำเนินการอย่างนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อรถของเราเกิดอุบัติเหตุนั่นเองค่ะ

ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันภัยรถยนต์

            สาเหตุที่เราแนะนำให้เปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันภัยรถยนต์ทันทีที่มีการโอนเล่มทะเบียนรถก็เพราะ แม้ว่าตามกฏหมายประกันภัยรถยนต์จะบุไว้ว่า “เมื่อผู้เอาประกันภัยได้โอนรถให้แก่ผู้อื่น ให้ถือว่าผู้รับโอนเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ และบริษัทต้องรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อไปตลอดอายุกรมธรรม์ประกันภัยที่เหลืออยู่”

ในกรณีที่ประกันภัยรถยนต์ที่เจ้าของเก่าทำไว้ เป็นประกันภัยรถยนต์ชั้น1 แบบระบุชื่อคนขับ เมื่อเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายถูกเรายังสามารถเคลมได้ตามปกติ แต่ถ้าในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด เราก็สามารถเคลมได้ค่ะ แต่ราต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกให้กับบริษัทประกันภัยรถยนต์ เนื่องจากเราทำผิดเงื่อนไขผู้ขับขี่ไม่ใช่ผู้ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์นั่นเองค่ะ

หรือกรณีที่เป็นประกันภัยรถยนต์ชั้น1 แล้วรถเกิดหาย หรือชนหนักจนต้องคืนทุน และหากชื่อผู้เอาประกันยังคงเป็นชื่อเจ้าของเดิม แน่นอนว่าลายเซ็นต์ที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ต้องการก็คือลายเซ็นต์ของเจ้าของรถคนเดิมค่ะ

            หรือในกรณีที่คุณต้องการเคลมสีรอบคันรถ บริษัทประกันภัยรถยนต์ก้ย่อมต้องใช้ลายเซ็นต์ของผู้เอาประกันภัยในการเซ็นต์เอกสารต่างๆและถ้าชื่อของคุณไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การเคลมสีรอบคันย่อมมีปัญหาตามมาแน่นอนค่ะ

            ดังนั้นหากเรามีการขายรถ หรือซื้อรถต่อจากใครที่มีการแถมกรมธรรม์ประกันรถยนต์ตามมา ก็ควรดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้เอาประกันให้ตรงกับชื่อเจ้าของรถให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนะคะ

อย่าเอากฏหมายสองเรื่องมารวมกัน

หลายๆครั้งที่เรามักพบเห็นกระทู้คำถามเรื่องกฏหมายต่างๆในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่างพันทิป ไม่ว่าทั้งในเรื่องการสู้คดี การเคลมประกันภัยรถยนต์ ความสบายใจหรือเรื่องใดใดก็แล้วแต่ ผมมักพบเห็นเรื่องที่สะกิดใจอยู่หลายๆครั้ง และผมก็มั่นใจว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียว หลายๆคนก็ชอบตอบคำถามนั้นๆไปแล้ว การนำกฏหมายมาเปรียบเทียบความผิดกันนั้นหักล้างกันไม่ได้ ผมจึงนำความอัดอั้นมาเขียนในบทความนี้ ซึ่งจะเป็นบทความเกี่ยวกับกฏหมายและประกันภัยรถยนต์

เราผิดแต่เขาก็ผิด สรุปแล้วใครผิด ?

เป็นเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ประมาท ทั้งสองฝ่ายต่างฝ่าฝืนกฏหมายจราจรและไม่มีใครยอมรับผิด(เพราะไม่ได้ทำประกันชั้น 1) จนทำให้คดีเกิดความยืดเยื้อและไม่จบไม่สิ้นเสียที กรณีนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีใครผิดนะครับ กรณีนี้ถือว่าผิดทั้งคู่ครับ ในเชิงกฏหมายทั้งสองฝ่ายต้องจ่ายค่าปรับหรือบทลงโทษตามบัญญัติของกฏหมาย แต่หากเป็นในเชิงเงื่อนไขประกันภัยแล้วนั้น ประกันจะเลือกจ่ายค่าเสียหายเพียงครึ่งเดียว โดยคุณต้องนำใบเสร็จค่าเสียหายไปเรียกร้องกับประกันภัยเอง

เราถูกแต่เขาก็ถูก แล้วใครจะจ่าย ?

เป็นกรณีที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น สุดวิสัยจริงๆ มักเกิดขึ้นได้เพียงสองกรณีคือเกิดจากบุคคลที่สาม หรือเกิดจากสภาพแวดล้อม แต่ต้องขอบอกก่อนว่าในเชิงกฏหมายและเชิงประกันภัยจะคล้ายกันสำหรับเงื่อนไขนี้ เพราะเวลาที่ทั้งสองฝ่ายถูกและมีปัญหานั้น เกิดจากการที่ประกันภัยต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝั่ง แต่จะมีอีกกรณีก็คือประกันเลือกจะไม่จ่ายให้ใครเลย จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นกรณีที่ประกันของคุณไม่ใช่ประกันชั้น 1

ผิดมากล้างผิดน้อยได้มั้ย ?

เป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากในบางกรณี เพราะส่วนมากแล้วนั้นผิดมากน้อยนั้นนับเป็นความผิดทั้งคู่ ต่างกันแค่บทลงโทษเท่านั้นว่าจะมากน้อยขนาดไหนยกตัวอย่างเช่นข้ามทางม้าลายโดยไม่ดูสัญญาณไฟกับขับรถโดยประมาทจนถึงแก่ชีวิต บทลงโทษของผู้เสียชีวิตคงไม่มี แต่บทลงโทษของผู้ประมาทอาจลดลงบ้าง และมีความละเอียดอ่อนของค่าเสียหายทดแทนระหว่างคดีความเป็นต้น แต่หากเป็นเหตุการณ์ประเภทนี้ฝ่ายหนึ่งฝ่าไฟแดงในขณะที่อีกฝ่ายที่โดนชนเมาแล้วขับ ทางกฏหมายถึงว่าโดนเล่นงานทั้งคู่ ในเชิงประกันแล้ว ฝ่ายที่ฝ่าไฟแดงกลับได้เคลมประกัน ขณะที่เมาแล้วขับไม่ได้เคลม เพราะผิดเงื่อนไขของกรมธรรม์

aggressive-driver-or-road-rage-fanatic

สิ่งสำคัญที่่เราควรจะเข้าใจก็คือความผิดอย่างไรก็คือความผิด การโยนความผิดว่าเป็นผลจากการกระทำของคนอื่นนั้นหมายถึงความผิดฐานประมาทอยู่ดี  พยายามอย่ามองหาทางออกลัดโดยการโยนความผิดหรือการรับความผิดส่งเดช การศึกษาข้อมูลนั้นมีความจำเป็นเสมอ เมื่อเกี่ยวข้องทางคดีความ ดังนั้นการมีประกันภัยไว้ปกป้องตัวเองก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ความเสี่ยงจากการขายรถพร้อมกรมธรรม์ประกันรถ ตอนที่1

 

temp_file_Depositphotos_14151557_xl_721.jpg

เพราะรถเป็นสินค้าที่เมื่อซื้อแล้วสามารถใช้งานได้หลายปีหากไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆที่ร้ายแรงจนไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้อย่างเดิมเราก็จะสามารถใช้รถคันนั้นไปได้เป็นระยะเวลานาน แต่หากในกรณีที่มีรถรุ่นใหม่ออกมา และรถรุ่นใหม่นั้นตอบโจทย์การใช้งานของเราได้มากกว่า การขายรถคันเดิมของเราเพื่อการซื้อรถคันใหม่จึงเป็นวิธีที่หลายๆคนทำกันค่ะแต่การขายรถนั้น ถ้าเราอยากให้รถของเราขายออกเร็วๆ นอกจากราคาแล้วหลายๆคนยังมีการขายรถพร้อมประกันรถยนต์ของตัวเองไปด้วย ซึ่งในกรณีนี้เรียกได้ว่ามีความเสี่ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรถก็ว่าได้ค่ะ

        ความเสี่ยงสำหรับผู้ขายก็คือ ในเมื่อกรมธรรม์ประกันรถที่เรามีการขายไปนั้นยังเป็นชื่อเราอยู่และเราจะมั่นใจได้อย่างไรคะว่า จะไม่มีปัญหาอะไรย้อนกลับมาหาเรา

         ความเสี่ยงสำหรับผู้ซื้อ คือ คือเราสามารถมั่นใจได้มากแค่ไหนว่า เมื่อเราซื้อรถมือสองที่แถมกรมธรมม์ประกันรถให้เราแล้วนั้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นเราจะสามารถใช้สิทธิ์ในกรมธรรม์ประกันรถนั้นได้ 100% ในเมื่อชื่อผู้เอาประกันยังเป็นเจ้าของเดิมอยู่

           แม้ว่า กฏหมายเรื่องการโอนรถยนต์ กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจจะมีเนื้อความระบุไว้ว่า “เมื่อผู้เอาประกันภัยได้โอนรถให้แก่ผู้อื่น ให้ถือว่าผู้รับโอนเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ และบริษัทต้องรับผิดชอบตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อไปตลอดอายุกรมธรรม์ประกันภัยที่เหลืออยู่….” ก็ตาม แต่เราก็ยังต้องระวังอยู่ดีค่ะ

            ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อมีการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองพร้อมกรมธรรม์ประกันรถและมีการดำเนินการโอนทะเบียนตามกฏหมายแล้วนั้น สิ่งที่คุณควรทำต่อไปคือแจ้งให้บริษัทประกันรถรับทราบ และดำเนินการเปลี่ยนชื่อคุณเป็นผู้เอาประกันภัยแทนหรือหากประกันรถอันเดิมเป็นประกันรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ คุณก็สามารถแจ้งยกเลิกหรือเปลี่ยนชื่อผู้ขับขี่เป็นชื่อผู้ซื้อได้เช่นกันค่ะ

 

รถเสียจากการไม่ได้ใช้รถนาน บริษัทประกันภัยรถยนต์ รับผิดชอบมั้ย

photo-1423439793616-f2aa4356b37e

         ถ้าจะพูดถึงความเสียหายที่เกิดกับตัวรถแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอนค่ะ เพราะความเสียหายที่เกิดกับรถของเราย่อมส่งผลกระทบมาถึงเงินในกระเป๋าของเราด้วย แม้ว่ารถของเราจะมีประกันภัยรถยนต์อยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกันภัยรถยนต์ของเรา จะรับผิดชอบความเสียหายในทุกๆกรณี แม้ว่าประกันรถที่เรามีจะเป็นประกันชั้น1 ก็ย่อมมีข้อยกเว้นในการคุ้มครองอยู่ดี

            อย่างกรณีที่เราต้องไปธุระต่างจังหวัด หรือต่างประเทศเป็นระยะเวลามากกว่า 2อาทิตย์ แน่นอนว่าเมื่อเราไม่อยู่ รถของเราย่อมไม่ได้ถูกใช้งานในช่วงเวลานั้นๆ และการที่ไม่ได้มีการใช้งานในช่วงระยะเวลานั้น อาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับอุปกรณ์ต่างๆภายในตัวรถ เช่น แบตเตอรี่ ยางรถยนต์หรือเครื่องยนต์เสื่อม ความเสียหายในกรณีนี้ก็ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยรถยนต์ของเรานะคะ

            แต่หากสาเหตุที่เราไม่ได้ใช้รถมาจาก บริษัทประกันภัยรถยนต์มีการจัดหการซ่อมล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น หรือมีการประวิงเวลาซ่อม ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้รถของเรามีความเสียหายมากขึ้นจากเดิมนั้น ในกรณีนี้บริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นแบตตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์ก็ตาม

            ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเรารู้ว่า เราจะต้องไปธุระที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศเป็นระยะเวลานานๆ และต้องจอดรถทิ้งไว้ เราควรมีการล้างรถให้สะอาด และตรวจเช็คสภาพรถให้ดี รวมถึงควรจอดรถไว้ในที่ที่สามารป้องกันลมและฝนได้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่เราไม่อยู่นั่นเองค่ะ

 

หลายๆคนที่กำลังตัดสินใจทำประกันรถยนต์ใหม่โดยอยากประหยัดรายจ่ายคงจะกำลังศึกษาข้อมูลของประกันรถยนต์ 3 ระดับอยู่

หลายๆคนที่กำลังตัดสินใจทำประกันรถยนต์ใหม่โดยหวังประหยัดรายจ่ายคงกำลังเรียนรู้ข้อมูลของประกันรถยนต์ 3 ลักษณะอยู่            คุ้มครองเยอะก็แพง ครั้นอยากได้ราคาถูกก็คุ้มครองน้อยเหลือเกิน แล้วแบบไหนถึงจะดี ถึงจะคุ้มค่า           คำเฉลยที่ง่ายที่สุดคือมันเหมาะสมกับการใช้งานของเราหรือปล่าว? เพราะถ้าคุณมีรถยนต์ใหม่ที่ใช้งานเป็นปกติ การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 คงจะคุ้มค่าที่สุดกับคุณ แต่ถ้าคุณมีรถยนต์ที่มีสูงอายุ นานๆขับทีนึง นอกจากบริษัทประกันภัยจะปฏิเสธทำประกันชั้น 1 แล้ว มันจะไม่คุ้มค่ากับคุณอีกด้วย       แล้วถ้าเราหันไปมองประกันภัยประเภทที่ราคาต่ำที่สุดล่ะ? เงื่อนไขการคุ้มครองน้อยซะจนแทบไม่มีประโยชน์ แต่ก็มีเบี้ยประกันที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับวงเงินประกัน      วันนี้ผมจะมาอธิบายถึงเรื่องที่ประกันรถยนต์ประเภท 3 คุ้มค่ายังไง

            ข้อตกลงการคุ้มครองของประกันรถยนต์ประเภท 3 มีอะไรบ้าง?

ประกันรถยนต์ชั้น 3 เป็นหนึ่งในประกันรถยนต์ 3 ประเภทขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไป โดยเป็นแผนประกันภัยที่มีเบี้ยประกันต่ำที่สุด เงื่อนไขในการคุ้มครองต่ำที่สุด โดยมีการคุ้มครองแค่สองอย่างคือ

ความเสียหายทรัพย์สินของคู่กรณี   ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์ของคู่กรณี เราขับรถชนกันกับเขาแล้วเขาเรียกร้องค่าเสียหาย บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าคุ้มครองให้กับคุณ

ความเสียหายบุคคล สุขภาพ อนามัย            ตัวอย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าทุพพลภาพ ค่าสูญเสียอวัยวะของคู่กรณี

ถ้านำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จะเห็นชัดว่าประกันรถยนต์ประเภท 3 มีเงื่อนไขการคุ้มครองที่น้อยมาก และที่สำคัญไม่ได้ดูแลค่าความเสียหายให้กับรถเรา

 

            แล้วรถเราเข้ากันกับประกันประเภท 3 ไหม?

ผมมองว่าข้อสำคัญที่สุดคือประมาณการใช้รถยนต์ของคุณ ถ้าคุณใช้รถยนต์คันทำประกันบ่อยครั้ง คุณอาจจะเลือกมองหาประกันรถยนต์ประเภท ที่มีการคุ้มครองค่าความเสียหายรถยนต์ของคุณจะดีกว่า เพราะถ้าคุณใช้บ่อย แปลว่าคุณอาจจะขาดมันไม่ได้ในการดำเนินชีวิต ต้องจะมีการดูแลและบริการช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัย

รถคุณเริ่มเสื่อมคุณภาพหรือยัง? ถ้ารถยนต์ของคุณเริ่มเสื่อมคุณภาพแล้วล่ะก็ การทำประกันรถยนต์ชั้น 3 จะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะคนโดยมากมองว่ารถเราเสียบ่อยทำประกันรถยนต์ 3 ประเภทหลักไม่คุ้มค่า ทำแบบ ที่ถูกแล้วออกค่าซ่อมรถเราด้วยดีกว่า ซึ่งเป็นทัศนคติที่ผิด  เพราะบริษัทประกันภัยจะไม่จ่ายค่าหมดสภาพรถยนต์ให้เราเลยในกรณีใดใด เพราะบริษัทประกันภัย จะรับรองแค่ภัยพิบัติ หรือ อุบัติภัยเท่านั้นเอง            การที่เรามีรถยนต์ที่เสื่อมสภาพแล้วแปลว่าการบูรณะจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วยตัวของมันเอง คุณควรชดเชยเงินส่วนนั้นด้วยการลดค่าใช้จ่ายส่วนเบี้ยประกันดีกว่า

กำลังทรัพย์ คือเรื่องที่สำคัญที่สุดกับประกันรถยนต์ 3 ประเภท ถ้าคุณไม่สามารถรองรับภาระเบี้ยประกันราคาสูงได้ คุณก็ไม่ควรทำประกันชั้น 1 คุณควรมองหาประกันชั้นสองหรือประกันชั้นสามแทน     เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะทำประกันรถยนต์แบบไหนก็แล้วแต่ ข้อสำคัญคือการขับอย่างมีระเบียบ เน้นถึงความปลอดภัยเป็นหลัก        อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่สกัดกันไม่ได้ เพียงแค่หาคนมาช่วยเหลือเราเท่านั้นเอง          และประกันรถยนต์ชั้นสามเป็นรูปแบบที่มีไว้เพื่อปกป้องอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เบี้ยประกันต่ำพอสำหรับคนใช้รถทุกคน

 

 

 

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประกันชั้น 3

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : https://finance.rabbit.co.th/car-insurance/type3