การจ่ายค่าเบี้ยประกัน ที่คนทำประกันต้องรู้

ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนทำประกันชีวิตหลายๆคนก็คือ เงินไม่พอสำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ใครที่กำลังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เราบอกได้เลยว่า คุณคิดผิดค่ะ เพราะปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้า หรือ การลืมจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คุณคิดค่ะ ส่วนปัญหานี้จะใหญ่โตแค่ไหน เลื่อนมาอ่านได้เลย

ว่าด้วยเรื่อง การจ่ายค่าเบี้ยประกัน

เพราะปัญหาเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร แม้เราจะระมัดระวังการใช้เงินมากแค่ไหน แต่ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แทบจะตลอดเวลา ในกรณีที่คุณทำประกันชีวิตไว้ แล้วพบว่าเงินไม่เพียงพอในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ค่ะ

1. เบี้ยประกันสามารถจ่ายล่าช้าได้

นี่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ (เพราะเราเองก็เพิ่งรู้)ว่า บริษัทประกันจะมีระยะเวลาให้ผู้ประกันสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้ากว่ากำหนดได้ (ส่วนมากจะระบุไว้ในสัญญาทำประกัน) หรือในบางครั้งบริษัทประกันอาจจะออกจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งในกรณีที่ผู้ประกันมีการขาดส่งค่าเบี้ยประกันชีวิต ว่าให้คุณดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อยภายในวันที่กำหนด เพื่อให้คุณยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันชีวิตฉบับนั้นต่อไปได้

แต่ถึงแม้ว่า บริษัทประกันจะอนุญาตให้คุณจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าได้ แต่เราแนะนำให้คุณเช็กกับตัวแทนหรือบริษัทประกันที่คุณใช้บริการก่อนว่า สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้าได้ถึงวันที่เท่าไหร่ หากจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าจะยังได้รับความคุ้มครองอยู่หรือไม่? เมื่อรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็บริหารจัดการเงินให้พอ สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันครั้งต่อไปให้ทันกำหนด

2. แจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาจ่ายค่าเบี้ยประกัน

ปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันมักจะมาจาก ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายนั้นเป็นเงินก้อนใหญ่เกินไป(สำหรับค่าเบี้ยประกันรายปี) ทำให้หลายๆคนไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นมาจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ทัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อกับตัวแทนหรือบริษัทเพื่อแจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาการจ่ายค่าเบี้ยประกันได้เลย

ในกรณีนี้คุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่า คุณสะดวกที่จ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน สะดวกใจอยากเปลี่ยนมาจ่าย ค่าเบี้ยประกันแบบรายเดือน แบบจ่าย 3 เดือน หรืออยากจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกๆ 6 เดือน ได้ หรือหากใครที่จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตเป็นรายเดือนอยู่ ก็สามารถเปลี่ยนมาจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีก็ได้เช่นกัน


เรื่องที่คนจ่าย ค่าเบี้ยประกันชีวิต มักจะเข้าใจผิด

สำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้านั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่บริษัทประกันมีให้เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้เอาประกันที่ยังไม่สะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแต่ยังต้องการที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

แต่หากคุณอยากหยุดที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันแล้ว เราไม่แนะนำให้คุณหยุดจ่ายค่าเบี้ยประกันไปซะดื้อๆ เพราะการทำแบบนี้จะยิ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ตัวคุณเองในอนาคต เพราะเมื่อคุณค้างจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นระยะเวลานาน หรือ เกินเวลาที่บริษัทประกันกำหนดไว้ บริษัทประกันจะทำการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน (การกู้อัตโนมัติ) และคุณอาจจะได้รับหนังสือแจ้งหนี้ในอนาคตได้

ดังนั้น หากอยากยกเลิกประกันชีวิต เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อตัวแทนหรือบริษัทประกันเพื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์ให้เรียบร้อย (หากบริษัทไม่ทำการยกเลิกให้ เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อไปที่ คปภ ได้เลยค่ะ)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะสะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรจะวางแผนการเงินให้ดี และมีการแบ่งเงินไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องน่าปวดหัวในอนาคต

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

3 เดือนสุดท้ายของปี เป็นช่วงที่หลายคนเริ่ม วางแผนภาษี เริ่มที่จะมองหาตัวเลือกภาษีกันมากขึ้น สำหรับใครที่อยากลดหย่อนภาษี แต่ไม่อยากทำความเข้าใจกับการซื้อกองทุนที่มีความเสี่ยง เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพเพื่อลดหย่อนภาษี

เผื่อใครที่กำลังมองหาประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพอยู่ จะได้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้นว่า ปีภาษีนี้ จะเลือกประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตลดหย่อนภาษีดี มาค่ะ หาคำตอบไปพร้อมๆกัน

เริ่มต้นด้วย ทำความเข้าใจประกันสุขภาพ 

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพ เป็นสัญญากรมธรรม์ที่จะให้ความคุ้มครองทั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัย และ อาการบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุด้วย แน่นอนว่า ประกันสุขภาพจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว และ ประกันสุขภาพกลุ่ม

ประกันสุขภาพ คุ้มครองอะไร?

ประกันสุขภาพ จะให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

  • ค่าห้องและค่าอาหาร
  • ค่าบริการทั่วไป
  • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน (กรณีเกิดอุบัติเหตุ)
  •  ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลีนิค หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่าย

**ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า ประกันสุขภาพจะไม่ให้ความคุ้มครองกับโรคที่เป็นก่อนการทำประกัน, โรคที่เกิดก่อนหรือระหว่างระยะเวลารอคอย และโรคที่เกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรม และความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และแต่ละบริษัทประกัน

ทำความเข้าใจประกันชีวิต 

ประกันชีวิต คือ การที่บริษัทประกันและผู้เอาประกันตกลงทำสัญญาร่วมกัน เพื่อที่จะเฉลี่ยความรับผิดชอบที่อาจเกิดจากการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ รวมถึง การสูญเสียรายได้ยามเกษียณด้วย

แน่นอนว่า ประกันชีวิต จะคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจะคืนผลประโยชน์ให้แบบเต็มจำนวน เมื่อผู้เอาประกันยังคงมีชีวิตอยู่ไปจนครบสัญญาประกันภัยตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นๆ

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

สำหรับคนที่ยังคิดไม่ตกว่า ในปีนี้เราเหมาะกับการซื้อประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีมากกว่ากันนั้น เราอยากให้คุณเริ่มต้นจากสิ่งต่างๆต่อไปนี้ค่ะ

1. ถามตัวเองว่าต้องการอะไร

การที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นเรื่องพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกทำประกันได้ง่ายขึ้น ที่พูดแบบนี้เพราะว่า เราต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน และแผนประกันแบบเดียวกันก็ไม่ได้ดีและตรงกับความต้องการของทุกๆคน (แผนประกันที่ดีสำหรับเพื่อน อาจจะไม่ใช่แผนประกันที่ตอบโจทย์เราก็ได้)

ดังนั้น เมื่อคุณตัดสินใจมองหาประกันสักฉบับ เราแนะนำให้คุณตรวจสอบและตั้งคำถามกับความต้องการของตัวเองอย่างแรกเลยว่า ต้องการอะไรจากการทำประกัน? อยากได้ความคุ้มครองแบบไหน?

2. กำหนดเป้าหมาย

หลังจากที่คุณรู้ว่าตัวเองต้องการความคุ้มครองแบบไหนเพิ่มเติมแล้ว เราแนะนำให้คุณเริ่มต้นวางแผนหรือกำหนดเป้าหมายจากการทำประกันได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ประกันแต่ละแบบย่อมให้ความคุ้มครองและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และหากคุณต้องการที่จะ

  • วางแผนการเงินสำหรับอนาคต

ในกรณีที่คุณต้องการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต หรือรู้ตัวว่าเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง ไม่มีวินัยในการใช้เงินมากพอ ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อยากได้ผลตอบแทนที่คงที่ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตที่มีเงินคืนระหว่างปี อาจจะตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

  • อยากทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี

หากเป้าหมายในการทำประกันของคุณ มีเพียงการลดหย่อนภาษีเท่านั้น คุณอาจจะไม่ต้องเลือกประกันชีวิตที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการส่งนาน เช่น ประกันชีวิตที่ใช้เวลาส่ง 5 ปี ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป เป็นต้น (ทั้งนี้ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีแต่ละปีประกอบด้วย)

  • อยากกระจายความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล

ในกรณีที่คุณอยากอุ่นใจว่าหากเจ็บป่วยจะไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก อยากมีแผนประกันมาช่วยรองรับความเสี่ยงในจุดนี้ เราแนะนำให้เลือกใช้ ประกันสุขภาพในการลดหย่อนภาษีแทนประกันชีวิต สำหรับประกันสุขภาพนี้ คุณสามารถเลือกประกันสุขภาพจากไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองได้เลย

3. เลือกจากความคุ้มครอง และค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไหว

ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการทำประกันถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คุณจึงควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินชดเชย และสิ่งที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง

และเพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรเลือกแผนประกันที่ค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผล และอยู่ในจำนวนที่คุณจ่ายไหว เพราะว่า ค่าเบี้ยประกันชีวิตถือเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว คุณจึงควรวางแผนการเงินให้ดีสำหรับวันนี้และในอนาคต เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันในอนาคต

สำหรับมือใหม่ที่สนใจอยากทำประกันชีวิต แต่ไม่มั่นใจ ไม่กล้าเดินไปหาตัวแทนเพราะกลัวว่าจะถูกกดดันให้ซื้อประกัน เราแนะนำให้คุณเลือก เทียบแผนประกันออนไลน์ ก่อนค่ะ วิธีนี้จะทำให้คุณได้ประกันที่ตรงกับความต้องการ และจ่ายค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผลด้วย

ซื้อประกัน หรือ เก็บเงิน แบบไหนดีกว่า

ถ้าพูดถึงการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ หรือประกันทั้งหลายทั้งแหล่ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เราเชื่อว่าหลายคนคิดว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทประกันนั้น ให้ความรู้สึกในด้านลบ มากกว่าด้านดี แน่นอน

ที่หลายๆคนรู้สึกไม่ดีกับบริษัทประกัน หรือ ตัวแทนประกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างก็มีประสบการณ์ในการทำประกันที่แตกต่างกัน หลายๆครั้งที่ เราอาจจะไปพบเจอเข้ากับตัวแทนนิสัยไม่ดี หรือ เจอแผนประกันหมกเม็ด เลยทำให้หลายๆคนเมื่อพูดถึงการทำประกัน ก็จะคิดถึงการหลอกลวงไปโดยปริยาย

และอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หลายคนเกิดความสงสัย และคิดกันไม่ตกนั่นก็คือ “ระหว่างการทำประกัน กับการ ออมเงินสำหรับอนาคต แบบไหนเป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่ากัน” ดังนั้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบของคำถามนี้ ไปพร้อมๆกันดีกว่า

ซื้อประกันชีวิต แล้วได้อะไร?

ประกันชีวิต คือ ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้คุณสามารถกระจายความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับร่างกายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียอวัยวะ พิการ ทุพพลภาพ เสียรายได้เมื่อถึงวัยเกษียณ รวมถึง ความเสียหายถึงแก่ชีวิตด้วย

เมื่อคุณตัดสินใจทำประกันชีวิต และทำการจ่ายค่าเบี้ยประกันครบตามที่ระบุในสัญญา คุณจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอย่างเต็มที่ (ความคุ้มครองที่ได้รับเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา และเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน)

และนอกจากความคุ้มครองด้านชีวิตแล้ว ประกันชีวิตยังมีส่วนช่วยให้ผู้เอาประกันรู้จักวิธีวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคตอีกด้วย เพราะหลายๆคนที่รู้ตัวว่าเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง หรือไม่มีวินัยทางการเงินที่มากพอ มักจะใช้ประกันชีวิตเป็นตัวช่วยในการออมเงินสำหรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย

ซื้อประกันสุขภาพ แล้วได้อะไร?

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่บริษัทประกันจะทำการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษษพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยที่มากจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือ เกิดจากอุบัติเหตุก็ตามแต่

ประกันสุขภาพมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว และประกันสุขภาพกลุ่ม (ประกันสุขภาพกลุ่มมักจะเป็น ประกันสุขภาพของบริษัท หรือ หนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานที่บริษัทมีให้)

ซื้อประกัน หรือ เก็บเงินไว้เอง ดีกว่ากัน?

ถ้าจะพูดว่าอะไรมีข้อดีกว่ากัน ก็คงจะดู bias ไปเสียหน่อย เพราะไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน หรือเก็บออมเงิน ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด เพราะหากคุณเอาเงินที่มีทั้งหมดไปทุ่มกับการทำประกันจนไม่มีเงินสดหลงเหลืออยู่เลย การใช้ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องยากทันที

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้คุณจะเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เก็บเงินเก่ง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า สินค้าประเภทประกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญเช่นกัน ที่พูดแบบนี้เพราะเราอยากให้คุณนึกถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ และเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงด้านชีวิต และการเจ็บป่วยก็เพิ่มตามไปด้วย หากคุณไม่ได้ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตไว้ มุ่งเก็บออมเพื่อสะสมทรัพย์อย่างเดียว หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นในอนาคต และคุณไม่ได้ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตไว้เลย เงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิต อาจจะต้องเอาไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลจนหมดเลยก็ได้

ดังนั้น เราขอบอกว่า ทั้งการซื้อประกัน และ การมุ่งมั่นเก็บเงินสด ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น คุณควรมองหาแผนประกันดีๆซักฉบับ ควบคู่ไปกับการเก็บออมและวางแผนเกษียณที่ดี เพื่อที่คุณจะได้มีทั้งหลักประกันสุขภาพ หรือหลักประกันชีวิต ควบคู่ไปกับอิสระทางการเงินในอนาคต

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า จะตัดสินใจซื้อประกันทั้งที เราแนะนำให้คุณ เปรียบเทียบแผนประกันออนไลน์ เพื่อพิจารณาความคุ้มครองที่คุณจะได้รับ เบี้ยประกันที่คุณสามารถจ่ายได้ รวมถึง ศึกษาเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อที่คุณจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการทำประกันนั่นเอง

 

 

ประกันรถยนต์ ดูแลรถยนต์ ประกันรถชั้น 1

รู้ไว้ใช่ว่า ป้องกันสีรถ ก่อนตะลุย เทศกาลสงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาอีกแล้ว รถยนต์สุดที่รักบางคันคงต้องตะลุยด่านน้ำ บุกป่าฝ่าแป้งและดินสอพองกันแน่ๆ บอกเลยว่ายังไงไง๊ก็หนีไม่ได้แน่นอน แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไปยกใหญ่ ถ้ารู้ว่าหนีไม่ได้ ก็มาหาวิธีป้องกันเมื่อมันเกิดขึ้นดีกว่า เพราะรู้ไหมว่า แป้งหรือดินสอพอง ส่งผลต่อสีรถด้วยนะ

 

วิธีป้องกันสีรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์

1 ก่อนออกตะลุยด่านน้ำ

สิ่งสำคัญคือ “ล้างรถ” ให้เสร็จ แล้วขั้นต่อไปคือ “น้ำยาเคลือบสี” ก็ต้องลงด้วยเหมือนกัน การเคลือบสีก็คือการป้องกันสีรถ (จะมากหรือจะน้อยก็ดีกว่าไม่ป้องกันเลย) ยิ่งเป็นสงกรานต์ถ้าเคลือบสีหนาขึ้นไป 2-3 เท่าก็น่าจะฝ่าด่านน้ำ บุกดงแป้งและดินสอพองได้อยู่

 

2  นอกจากแป้งเหนียวๆ

อีกสิ่งที่รถยนต์ต้องเจอก็คือ น้ำผสมแป้ง ดินสอพองผสมแป้ง ควรล้างทันทีที่รถโดนตะลุมบอนด้วย แป้งและดินสอพอง (อย่าปล่อยให้แห้งเป็นคราบจะดีกว่า) ถ้าปล่อยไว้มันจะกลายเป็นคราบน้ำ ซึ่งยากต่อการดูแลสีรถ ยากต่อการทำความสะอาดรถ

 

3 กระจกรถ

ก็เหมือนหูเหมือนตาที่จะดูรถคันข้างหลังให้เรา ถ้าผ่านมรสุมแป้งและดินสอพองมาแล้ว และพบว่า กระจกรถเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้น อย่าเพิ่งฉีดที่ปัดน้ำฝนโดยเด็ดขาด รีบจอดรถข้างทางแล้วล้าให้ถูกวิธีจะดีกว่า และอย่างเสี่ยงขับทั้งที่กระจกข้างรถเลอะแป้ง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ หรือ รถชนกัน ได้ (แต่ข้อนี้แอบเชียร์ว่า ให้ฉีดที่ปัดน้ำฝนไปเลย ความปลอดภัยต้องมาอันดับแรก)

 

หลังจากนี้ เมื่อผ่านมรสุมแป้ง และดินสอพอง และถ้าอยากล้างรถอีกครั้ง หรือลบคราบฝังแน่นอย่างคราบน้ำ ก็ควรที่จะรีบเข้าคาร์แคร์ที่เราไว้วางใจให้เร็วที่สุด เพราะคาร์แคร์จะมีน้ำยาสำหรับลบคราบฝั่งแน่นโดยเฉพาะ ใครที่มีรถสีเข้มก็ต้องทำใจสักหน่อย เพราะจะเห็นคราบน้ำเหล่านี้ได้ชัด แต่ก็คิดในแง่บวกที่ว่า เห็นชัดๆ นั่นแหละดี จะได้กำจัดคราบฝังแน่นให้หมดจด

 

ยิ่งเทศกาลสงกรานต์ที่ประเทศไทยช่วยกันรณรงค์ 7 วันอันตราย เราก็ยิ่งต้องขับรถให้ระมัดระวังมากขึ้น แต่ต่อให้เราระวังแค่ไหน ถ้ารถคันอื่นไม่ระวังเหมือนเรา ก็ไม่อาจหนีพ้น อุบัติเหตุรถยนต์ ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้ทุกคนขับรถอย่างปลอดภัย เที่ยวสงกรานต์กันให้สนุกกันถ้วนหน้าจ้า

ประกันรถยนต์ แรบบิท ไฟแนนซ์

เอารถไปติดแก๊ส ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่

คนขับรถทุกคนย่อมรู้ดีว่า “ราคาน้ำมันรถ” เดี๋ยวก็ถูก เดี๋ยวก็แพง บางคนทนไม่ไหว ไม่อยากใช้น้ำมันแพงๆ เลยเบนเข็ม เอารถไปติดแก๊สแทน ซะเลย เพราะจะช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันได้พอสมควร (ก็ต้องแลกกับต่อคิวสักหน่อย)

แก๊สที่ว่าก็คือ แก๊ส LPG หรือ แก๊ส NGV ที่เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน ทำให้เจ้าของรถไม่ต้องเอาเงินไปละลายน้ำมัน หันมาละลายเชื้อเพลงทดแทนน้ำมัน แต่คำถามก็คือ เอารถไปติดแก๊ส ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่?

เพราะเงื่อนไขของ ประกันรถยนต์ ทุกๆ บริษัท หรือ ประกันรถยนต์ทุกประเภท น่าจะกำกับเอาไว้ว่า “รถคันใดที่ติดตั้งเพิ่ม หรือใส่อุปกรณ์เสริม (Accessory) เข้าไป ต้องแจ้งต่อบริษัทประกัน”

 

อุปกรณ์เสริม หรืออุปกรณ์ เช่น ล้อแม็ก สปอยเลอร์ เครื่องเสียง ชุดกันขโมย ฟิล์มกรองแสง กรอบป้ายทะเบียน สติ๊กเกอร์ลายต่างๆ แล้วแบบนี้ เอารถไปติดแก๊ส จะต้องแจ้งประกันรถยนต์ไหมล่ะเนี่ย

 

เอารถไปติดแก๊ส ไม่แจ้ง ประกันรถยนต์ ก็ไม่คุ้มครอง

เอารถไปติดแก๊ส ก็เหมือนกับการดัดแปลงรถยนต์ ใส่อุปกรณ์เสริมเข้าไป เพราะถือว่าไม่ใช่อุปกรณ์ที่อยู่นอกเหนือจากตัวรถยนต์ที่โรงงานผลิตออกมานั่นเอง หมายถึงว่า เอารถไปติดแก๊ส ก็ต้องแจ้งบริษัทประกันอยู่ดี

 

สำหรับ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานเท่านั้น ถ้าไม่แจ้งเพิ่มเติมล่วงหน้า เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ประกันรถยนต์ ก็ไม่รับผิดชอบ ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ติดตั้งแก๊ส ผู้เอาประกันก็ต้องรับผิดชอบเอง

 

แต่ถ้าเอารถไปติดแก๊ส แล้วทำเรื่องส่งไปยังบริษัทประกัน ว่าได้เอารถไปติดแก๊ส อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น แต่ก็เพื่อคุ้มครองอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งเข้าไป คิดซะว่า เสียน้อยตอนนี้ ดีกว่าเสียมากๆ ในวันข้างหน้า

 

แจ้งกับใครถ้าเอารถไปติดแก๊ส

  • แจ้งเรื่องไปยังนายหน้า หรือบริษัทประกันรถยนต์โดยตรง
  • ส่งเอกสารรายการจดทะเบียนที่แจ้งเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิง จากกรมขนส่งทางบก และใบเสร็จค่าติดตั้งชุดอุปกรณ์แก๊สรถยนต์

 

ในความเป็นจริง จะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ได้ ตามความสะดวกใจ แต่ถ้าแจ้งบริษัทประกันรถยนต์เอาไว้ล่วงหน้า ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดจะเอารถไปติดแก๊ส แนะนำว่าควรแจ้งกับบริษัทประกันจะดีกว่า ประกันรถยนต์ จะได้คุ้มครองอย่างครอบคลุม

ประกันภัยบ้าน

ประกันสินเชื่อบ้าน จำเป็นแค่ไหนกัน

เมื่อเราขอกู้เงินสำหรับเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านกับธนาคาร เราจะต้องทำประกันด้วยหรือเปล่า ?

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยใช่ไหมล่ะคะ เพราะฉะนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า ประกันที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารมักจะออดอ้อนเชิญชวนให้เราทำประกันนั้น คืออะไร ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร !

ทำประกันสินเชื่อบ้านไปทำไม ?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับประกันสินเชื่อบ้านกันก่อนว่ามันคืออะไรกันนะ ?

ประกันสินเชื่อบ้าน สามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆเลย คือ การประกันความเสี่ยงในการชำระหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง

แล้วทำไปทำไมล่ะ ?

คนส่วนใหญ่มักจะทำประกันสินเชื่อบ้านไว้ เพื่อให้ความคุ้มครองผู้กู้ หากเกิดกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยที่บริษัทประกันจะผ่อนชำระหนี้บ้านแทนผู้กู้เอง

ประโยชน์ของการทำประกันสินเชื่อบ้าน

หากผู้กู้กำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคาร แล้วเกิดเสียชีวิตขึ้นมา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เป็นการถาวรตามระยะเวลาที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต บริษัทประกันก็จะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับธนาคาร

และหากคำนวณแล้วพบว่าทุนประกันชีวิตสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่กับธนาคาร ครอบครัวของผู้กู้ก็จะได้เงินส่วนต่างนั้นคืนอีกด้วย อีกทั้งบ้านที่อยู่ในระหว่างการผ่อนชำระนั้น ก็จะไม่ตกไปเป็นภาระของครอบครัวและไม่โดนธนาคารยึดไป เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อบ้านได้

แม้ว่าธนาคารจะไม่ได้บังคับให้ผู้กู้ทุกรายต้องทำประกัน แต่ก็มักจะมีข้อเสนอให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำกว่า ในกรณีที่ผู้กู้เลือกทำประกันสินเชื่อบ้านนี้ไปด้วย โดยเบี้ยประกันจะจ่ายเพียงครั้งเดียวและจะหักไปจากยอดวงเงินกู้ในตอนที่เริ่มทำประกันค่ะ

รู้แบบนี้แล้ว เริ่มเห็นความสำคัญของการทำประกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ และหากคุณกำลังซื้อบ้านที่เป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง ก็อย่าลืมทำประกันภัยบ้านไว้ด้วยนะคะ เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่มากมาย อุ่นใจ หายห่วงค่ะ

 

เพื่อนๆรู้จักกับคำว่า สินไหมกรุณา มั้ยครับ?

สินไหม คือ เงินค่าปรับหรือเงินที่ชอบด้วยกฏหมาย ใช้บ่อยในวงการประกันภัย

กรุณา คือ ความเมตตาหรือความมีน้ำใจให้โดยชอบ

คำว่าสินไหมกรุณาเป็นศัพท์เฉพาะในวงการประกันภัยที่ใช้ในกรณีพิเศษ จะใช้ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์แต่ต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุโดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้

 

  • ผู้เอาประกันภัยสุจริตใจจริง

  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องได้รับการดูแล ไม่ให้เกิดซ้ำ

  • หากเป็นประกันภัยที่รับต่อกัน ต้องได้รับการยินยอมจากบริษัทที่รับประกันต่อก่อน

 

ต้องบอกต่ออีกว่าสินไหมกรุณาเป็นเงินที่ให้เปล่า ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฏหมาย หรือสิ่งที่จะนำไปใช้ในการฟ้องร้องได้เลย เป็นค่าสินไหมที่จะมอบให้ตามแต่การพิจารณาของบริษัทประกันภัยเท่านั้น โดยมากจะออกให้ตามความเสียหายจริงเท่านั้น

วิธีการเรียกร้องเอาสินไหมกรุณา นั้นโดยมากจะเกิดผ่านตัวแทนบริษัทประกันภัย เนื่องจากจะต้องให้ตัวแทนเป็นคนยื่นเรื่องขอสินไหมกรุณา โดยมากนั้นจะมีการเรียกร้องสินไหมกรุณาเมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ศาลตัดสินให้อยู่นอกเหนือเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประสบภัยต้องเรียกร้องขอความกรุณาจากบริษัทประกันภัยเอง

img_0120_kf-740x360
สินไหมกรุณานั้นเป็นสิ่งที่บริษัทประกันภัยไม่จำเป็นต้องจ่ายให้กับผู้ประสบภัยเลย ไม่ว่าจะร้ายแรงแค่ไหน แต่สินไหมกรุณาก็เป็นเรื่องที่ขึ้นตามแต่ความพึงพอใจของบริษัทประกันภัยเท่านั้น โดยมากหากผู้ประสบภัยเป็นลูกค้าชั้นดี ก็จะมีการดำเนินเรื่องที่ง่ายกว่า ดังนั้นๆเพื่อนๆที่ไม่มีประวัติแย่ๆกับบริษัทประกันภัยแล้วเกิดประสบอุบัติเหตุขึ้นมา เหตุแบบที่เราไม่สามารถเคลมประกันได้ ก็ให้ลองสอบถามกับตัวแทนประกันภัยดูเพื่อยื่นเรื่องขอสินไหมกรุณาก็ได้ครับ

อย่าเอากฏหมายสองเรื่องมารวมกัน

หลายๆครั้งที่เรามักพบเห็นกระทู้คำถามเรื่องกฏหมายต่างๆในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่างพันทิป ไม่ว่าทั้งในเรื่องการสู้คดี การเคลมประกันภัยรถยนต์ ความสบายใจหรือเรื่องใดใดก็แล้วแต่ ผมมักพบเห็นเรื่องที่สะกิดใจอยู่หลายๆครั้ง และผมก็มั่นใจว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียว หลายๆคนก็ชอบตอบคำถามนั้นๆไปแล้ว การนำกฏหมายมาเปรียบเทียบความผิดกันนั้นหักล้างกันไม่ได้ ผมจึงนำความอัดอั้นมาเขียนในบทความนี้ ซึ่งจะเป็นบทความเกี่ยวกับกฏหมายและประกันภัยรถยนต์

เราผิดแต่เขาก็ผิด สรุปแล้วใครผิด ?

เป็นเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ประมาท ทั้งสองฝ่ายต่างฝ่าฝืนกฏหมายจราจรและไม่มีใครยอมรับผิด(เพราะไม่ได้ทำประกันชั้น 1) จนทำให้คดีเกิดความยืดเยื้อและไม่จบไม่สิ้นเสียที กรณีนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีใครผิดนะครับ กรณีนี้ถือว่าผิดทั้งคู่ครับ ในเชิงกฏหมายทั้งสองฝ่ายต้องจ่ายค่าปรับหรือบทลงโทษตามบัญญัติของกฏหมาย แต่หากเป็นในเชิงเงื่อนไขประกันภัยแล้วนั้น ประกันจะเลือกจ่ายค่าเสียหายเพียงครึ่งเดียว โดยคุณต้องนำใบเสร็จค่าเสียหายไปเรียกร้องกับประกันภัยเอง

เราถูกแต่เขาก็ถูก แล้วใครจะจ่าย ?

เป็นกรณีที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น สุดวิสัยจริงๆ มักเกิดขึ้นได้เพียงสองกรณีคือเกิดจากบุคคลที่สาม หรือเกิดจากสภาพแวดล้อม แต่ต้องขอบอกก่อนว่าในเชิงกฏหมายและเชิงประกันภัยจะคล้ายกันสำหรับเงื่อนไขนี้ เพราะเวลาที่ทั้งสองฝ่ายถูกและมีปัญหานั้น เกิดจากการที่ประกันภัยต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝั่ง แต่จะมีอีกกรณีก็คือประกันเลือกจะไม่จ่ายให้ใครเลย จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นกรณีที่ประกันของคุณไม่ใช่ประกันชั้น 1

ผิดมากล้างผิดน้อยได้มั้ย ?

เป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากในบางกรณี เพราะส่วนมากแล้วนั้นผิดมากน้อยนั้นนับเป็นความผิดทั้งคู่ ต่างกันแค่บทลงโทษเท่านั้นว่าจะมากน้อยขนาดไหนยกตัวอย่างเช่นข้ามทางม้าลายโดยไม่ดูสัญญาณไฟกับขับรถโดยประมาทจนถึงแก่ชีวิต บทลงโทษของผู้เสียชีวิตคงไม่มี แต่บทลงโทษของผู้ประมาทอาจลดลงบ้าง และมีความละเอียดอ่อนของค่าเสียหายทดแทนระหว่างคดีความเป็นต้น แต่หากเป็นเหตุการณ์ประเภทนี้ฝ่ายหนึ่งฝ่าไฟแดงในขณะที่อีกฝ่ายที่โดนชนเมาแล้วขับ ทางกฏหมายถึงว่าโดนเล่นงานทั้งคู่ ในเชิงประกันแล้ว ฝ่ายที่ฝ่าไฟแดงกลับได้เคลมประกัน ขณะที่เมาแล้วขับไม่ได้เคลม เพราะผิดเงื่อนไขของกรมธรรม์

aggressive-driver-or-road-rage-fanatic

สิ่งสำคัญที่่เราควรจะเข้าใจก็คือความผิดอย่างไรก็คือความผิด การโยนความผิดว่าเป็นผลจากการกระทำของคนอื่นนั้นหมายถึงความผิดฐานประมาทอยู่ดี  พยายามอย่ามองหาทางออกลัดโดยการโยนความผิดหรือการรับความผิดส่งเดช การศึกษาข้อมูลนั้นมีความจำเป็นเสมอ เมื่อเกี่ยวข้องทางคดีความ ดังนั้นการมีประกันภัยไว้ปกป้องตัวเองก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

รวมคำร้องเคลมประกันฮาๆ

เคลมฮาน้ำตาเล็ด

หลายๆคนคงเคยประสบอุบัติเหตุทางท้องถนนกันมาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก ก็ย่อมต้องมีฝ่ายที่เสียหายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเฉพาะด้านทรัพย์สินหรือร่างกายด้วย มันก็เป็นเวลาที่เราต้องเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัยที่เราทำด้วย ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะวันนี้ผมอยากมาพูดถึงคำร้องเคลมประกันภัยรถยนต์สุดตลกที่มาจากทั้งต่างประเทศและในไทย เอาไว้อ่านแก้เครียดกันนะครับ เผื่อเวลาครั้งหน้ารถยนต์ชนจะได้เอาไปเล่นด้วยบ้าง

  • รถชนที่ลานจอดรถชั้น 2 ค่ะ ประกันรถยนต์ชั้น 3 ใช้ได้มั้ยคะ
  • ที่ปัดน้ำฝนผมหัก ไม่ทราบสาเหตุจริงๆ อาจจะเป็นฝีมือหมอผี (Voodoo)
  • รถยนต์คันข้างหน้าชนคนบนฟุตบาท แต่เขาลุกขึ้นมาได้ ผมเลยชนไปอีกทีนึง
  • มีคนมาชนรถผมแล้วลงไปอยู่ใต้ท้องรถ
  • รถกระบะคันหน้าถอยรถมาชนที่ปัดน้ำฝนใส่หน้าเมียผม
  • มีรถล่องหนจากไหนไม่รู้มาชนรถผมแล้วหายตัวไป
  • ระหว่างกลับบ้าน ผมขับรถเข้าบ้านผิดหลัง และชนกับต้นไม้ที่ผมไม่มี
  • ผู้ชายคนนั้นวิ่งพล่านไปทั่วถนน ผมต้องหักพวงมาลัยไปมาหลายครั้งกว่าผมจะชนเค้าโดน
  • ผมพยายามจะไม่ชนรถยนต์คันข้างหน้า ผมเลยไปชนคนที่เดินอยู่ข้างๆแทน
  • อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะผมกำลังโบกมือให้ผู้ชายที่ผมขับรถชนอาทิตย์ที่แล้ว
  • ผู้ชายคนนั้นกำลังจะวิ่งชนฟุตบาทถนน แต่ดีที่ผมหยุดเขาไว้ได้
  • ผมขับรถยนต์มา 40 ปีตอนที่ผมฝันระหว่างขับรถแล้วชน
  • ผมเห็นภาพช้าๆ ของสุภาพบุรุษที่หน้าตาซึมเศร้าระหว่างเขากำลังกระเด็นขึ้นไปบนหลังคารถผม
extremely-funny-car-accident07

ประกันภัยรถยนต์ ฉบับคุ้มครองน้ำท่วม ก็คงช่วยไม่ได้

 

จากประกันรถยนต์ชั้น 3 ไปจนถึงคนวิ่งชนฟุตบาทถนน ทำให้ผมยิ้มออกมาได้จริงๆ หวังว่าเพื่อนๆจะเก็บแง่คิดตลกๆไปใช้ยามเกิดอุบัติเหตุนะครับ จะได้ไม่เครียดกัน

ประกันออนไลน์ ความสะดวกในยุค 4G

%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c

ในยุคปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงและครอบคลุมไปทั่วโลกธุรกิจหลายธุรกิจต่างก็ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน ธุรกิจประกันก็เช่นกันค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาที่เราอยากทำประกันไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันภัยรถยนต์ หรือแม้แต่การต่อประกันภัยรถยนต์ เราต้องแบกเอกสารมากมายและวุ่นวายมากไปยังสำนักงานประกันหรือตัวแทนขายประกันต่างๆ แต่ในยุคนี้สมัยนี้ไม่ต้องแล้วค่ะ เพราะเรามีการทำประกันออนไลน์ มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดความยุ่งยากและช่วยประหยัดเวลาเราได้เป็นอย่างดี

            ซึ่งจุดเด่นของการทำประกันออนไลน์ นั้นนอกจากจะเน้นที่ความสะดวกสบายแล้ว ยังทำให้เรามีโอกาสได้ศึกษาตัวกรมธรรม์ที่เหมาะกับเรา รวมไปถึงเราสามารถเปรียบเทียบราคาประกันของบริษัทขายประกันต่างๆได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้บริษัทประกันบางแห่งยังมีระบบออนไลน์ไว้สำหรับตอบปัญหาของลูกค้าได้ในทันทีทำให้ใครที่เบื่อการโทรสอบถามข้อมูลกรมธรรม์จาก Call Center สามารถเลือกช่องทางนี้ได้ค่ะ ซึ่งนอกจากความสะดวกที่พูดถึงมาข้างต้นแล้วนั้น จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของการทำประกันออนไลน์ คือเมื่อเราได้ชำระเงินค่าเบี้ยประกันผ่านช่องทางต่างๆแล้ว จะได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยชนิดนั้นทันทีค่ะ

            แน่นอนว่าการเลือกทำประกันออนไลน์ นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราประหยัดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองก็ต้องระวังภัยที่มาจากการทำประกันออนไลน์ ด้วยนะคะ เชื่อว่ามีหลายคนที่เคยเจอปัญหาจ่ายเบี้ยประกันครบแต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกลับพบว่าโดนนายหน้าขายประกันโกง หรือแม้แต่บางท่านที่เลือกทำประกันออนไลน์ กับบริษัทที่เป็นตัวแทนขายประกันต่างๆก็เคยเจอปัญหาแบบนี้ ดังนั้นเมื่อเราตัดสินใจซื้อประกันออนไลน์ในเวบไซต์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแล้วนั้นก่อนการโอนเงินชำระเบี้ยประกันเราจึงต้องมั่นใจก่อนว่าบริษัทที่เรากำลังจะโอนเงินไปนั้นเป็นบริษัทที่มีอยู่จริงเพื่อที่เราจะได้ไม่สูญเงินไปโดยใช่เหตุ

ข้อควรระวังในการทำประกันออนไลน์

  1. อ่านรายละเอียดหน้าเวบไซต์ที่มีการประกาศขายประกันออนไลน์ ให้ครบถ้วน รวมไปถึงข้อมูลบริษัทว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ นอกจากการให้บริการออนไลน์แล้ว บริษัทตัวแทนดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใด
  2. อ่านรายละเอียดการให้บริการและข้อตกลงต่างๆให้ชัดเจน รวมไปถึงตรวจสอบข้อมูลประกันภัยในรูปแบบต่างๆ ว่ามีครบถ้วนหรือไม่
  3. ตรวจสอบช่องทางการติดต่อให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ E-mail หรือ Facebook ซึ่งในปัจจุบันหลายบริษัทได้เปิดช่องทางนี้ไว้เป็นช่องทางการติดต่ออีกหนึ่งช่องทาง
  4. หากมีการโอนเงินชำระค่าเบี้ยประกัน ชื่อบัญชีต้องเป็นในนามบริษัทตัวแทนเท่านั้น หากชื่อบัญชีเป็นชื่อบุคคลทั่วไป ไม่ควรโอนเงินค่าเบี้ยประกันเด็ดขาด

นอกเหนือจากข้อมูลข้างต้นแล้ว เรายังสามารถเช็คข้อมูลบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายประกันได้ที่ http://www1.oic.or.th/ ซึ่งเป็นเวบไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) นั่นเองค่ะ ซึ่งภายในเวบไซต์จะมีข้อมูลตัวแทนจำหน่ายประกันไว้ครบถ้วนเลยทีเดียวค่ะ

    การทำประกันออนไลน์ช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาให้แก่เราก็จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งต่างๆต้องมาพร้อมความปลอดภัยทางด้านธุรกรรม และเราเองก็ต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพด้วยเช่นกันนะคะ