การจ่ายค่าเบี้ยประกัน ที่คนทำประกันต้องรู้

ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนทำประกันชีวิตหลายๆคนก็คือ เงินไม่พอสำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ใครที่กำลังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เราบอกได้เลยว่า คุณคิดผิดค่ะ เพราะปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้า หรือ การลืมจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คุณคิดค่ะ ส่วนปัญหานี้จะใหญ่โตแค่ไหน เลื่อนมาอ่านได้เลย

ว่าด้วยเรื่อง การจ่ายค่าเบี้ยประกัน

เพราะปัญหาเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร แม้เราจะระมัดระวังการใช้เงินมากแค่ไหน แต่ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แทบจะตลอดเวลา ในกรณีที่คุณทำประกันชีวิตไว้ แล้วพบว่าเงินไม่เพียงพอในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ค่ะ

1. เบี้ยประกันสามารถจ่ายล่าช้าได้

นี่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ (เพราะเราเองก็เพิ่งรู้)ว่า บริษัทประกันจะมีระยะเวลาให้ผู้ประกันสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้ากว่ากำหนดได้ (ส่วนมากจะระบุไว้ในสัญญาทำประกัน) หรือในบางครั้งบริษัทประกันอาจจะออกจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งในกรณีที่ผู้ประกันมีการขาดส่งค่าเบี้ยประกันชีวิต ว่าให้คุณดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อยภายในวันที่กำหนด เพื่อให้คุณยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันชีวิตฉบับนั้นต่อไปได้

แต่ถึงแม้ว่า บริษัทประกันจะอนุญาตให้คุณจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าได้ แต่เราแนะนำให้คุณเช็กกับตัวแทนหรือบริษัทประกันที่คุณใช้บริการก่อนว่า สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้าได้ถึงวันที่เท่าไหร่ หากจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าจะยังได้รับความคุ้มครองอยู่หรือไม่? เมื่อรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็บริหารจัดการเงินให้พอ สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันครั้งต่อไปให้ทันกำหนด

2. แจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาจ่ายค่าเบี้ยประกัน

ปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันมักจะมาจาก ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายนั้นเป็นเงินก้อนใหญ่เกินไป(สำหรับค่าเบี้ยประกันรายปี) ทำให้หลายๆคนไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นมาจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ทัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อกับตัวแทนหรือบริษัทเพื่อแจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาการจ่ายค่าเบี้ยประกันได้เลย

ในกรณีนี้คุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่า คุณสะดวกที่จ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน สะดวกใจอยากเปลี่ยนมาจ่าย ค่าเบี้ยประกันแบบรายเดือน แบบจ่าย 3 เดือน หรืออยากจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกๆ 6 เดือน ได้ หรือหากใครที่จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตเป็นรายเดือนอยู่ ก็สามารถเปลี่ยนมาจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีก็ได้เช่นกัน


เรื่องที่คนจ่าย ค่าเบี้ยประกันชีวิต มักจะเข้าใจผิด

สำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้านั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่บริษัทประกันมีให้เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้เอาประกันที่ยังไม่สะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแต่ยังต้องการที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

แต่หากคุณอยากหยุดที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันแล้ว เราไม่แนะนำให้คุณหยุดจ่ายค่าเบี้ยประกันไปซะดื้อๆ เพราะการทำแบบนี้จะยิ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ตัวคุณเองในอนาคต เพราะเมื่อคุณค้างจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นระยะเวลานาน หรือ เกินเวลาที่บริษัทประกันกำหนดไว้ บริษัทประกันจะทำการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน (การกู้อัตโนมัติ) และคุณอาจจะได้รับหนังสือแจ้งหนี้ในอนาคตได้

ดังนั้น หากอยากยกเลิกประกันชีวิต เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อตัวแทนหรือบริษัทประกันเพื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์ให้เรียบร้อย (หากบริษัทไม่ทำการยกเลิกให้ เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อไปที่ คปภ ได้เลยค่ะ)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะสะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรจะวางแผนการเงินให้ดี และมีการแบ่งเงินไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องน่าปวดหัวในอนาคต

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

3 เดือนสุดท้ายของปี เป็นช่วงที่หลายคนเริ่ม วางแผนภาษี เริ่มที่จะมองหาตัวเลือกภาษีกันมากขึ้น สำหรับใครที่อยากลดหย่อนภาษี แต่ไม่อยากทำความเข้าใจกับการซื้อกองทุนที่มีความเสี่ยง เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพเพื่อลดหย่อนภาษี

เผื่อใครที่กำลังมองหาประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพอยู่ จะได้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้นว่า ปีภาษีนี้ จะเลือกประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตลดหย่อนภาษีดี มาค่ะ หาคำตอบไปพร้อมๆกัน

เริ่มต้นด้วย ทำความเข้าใจประกันสุขภาพ 

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพ เป็นสัญญากรมธรรม์ที่จะให้ความคุ้มครองทั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัย และ อาการบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุด้วย แน่นอนว่า ประกันสุขภาพจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว และ ประกันสุขภาพกลุ่ม

ประกันสุขภาพ คุ้มครองอะไร?

ประกันสุขภาพ จะให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

  • ค่าห้องและค่าอาหาร
  • ค่าบริการทั่วไป
  • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน (กรณีเกิดอุบัติเหตุ)
  •  ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลีนิค หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่าย

**ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า ประกันสุขภาพจะไม่ให้ความคุ้มครองกับโรคที่เป็นก่อนการทำประกัน, โรคที่เกิดก่อนหรือระหว่างระยะเวลารอคอย และโรคที่เกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรม และความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และแต่ละบริษัทประกัน

ทำความเข้าใจประกันชีวิต 

ประกันชีวิต คือ การที่บริษัทประกันและผู้เอาประกันตกลงทำสัญญาร่วมกัน เพื่อที่จะเฉลี่ยความรับผิดชอบที่อาจเกิดจากการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ รวมถึง การสูญเสียรายได้ยามเกษียณด้วย

แน่นอนว่า ประกันชีวิต จะคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจะคืนผลประโยชน์ให้แบบเต็มจำนวน เมื่อผู้เอาประกันยังคงมีชีวิตอยู่ไปจนครบสัญญาประกันภัยตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นๆ

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

สำหรับคนที่ยังคิดไม่ตกว่า ในปีนี้เราเหมาะกับการซื้อประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีมากกว่ากันนั้น เราอยากให้คุณเริ่มต้นจากสิ่งต่างๆต่อไปนี้ค่ะ

1. ถามตัวเองว่าต้องการอะไร

การที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นเรื่องพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกทำประกันได้ง่ายขึ้น ที่พูดแบบนี้เพราะว่า เราต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน และแผนประกันแบบเดียวกันก็ไม่ได้ดีและตรงกับความต้องการของทุกๆคน (แผนประกันที่ดีสำหรับเพื่อน อาจจะไม่ใช่แผนประกันที่ตอบโจทย์เราก็ได้)

ดังนั้น เมื่อคุณตัดสินใจมองหาประกันสักฉบับ เราแนะนำให้คุณตรวจสอบและตั้งคำถามกับความต้องการของตัวเองอย่างแรกเลยว่า ต้องการอะไรจากการทำประกัน? อยากได้ความคุ้มครองแบบไหน?

2. กำหนดเป้าหมาย

หลังจากที่คุณรู้ว่าตัวเองต้องการความคุ้มครองแบบไหนเพิ่มเติมแล้ว เราแนะนำให้คุณเริ่มต้นวางแผนหรือกำหนดเป้าหมายจากการทำประกันได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ประกันแต่ละแบบย่อมให้ความคุ้มครองและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และหากคุณต้องการที่จะ

  • วางแผนการเงินสำหรับอนาคต

ในกรณีที่คุณต้องการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต หรือรู้ตัวว่าเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง ไม่มีวินัยในการใช้เงินมากพอ ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อยากได้ผลตอบแทนที่คงที่ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตที่มีเงินคืนระหว่างปี อาจจะตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

  • อยากทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี

หากเป้าหมายในการทำประกันของคุณ มีเพียงการลดหย่อนภาษีเท่านั้น คุณอาจจะไม่ต้องเลือกประกันชีวิตที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการส่งนาน เช่น ประกันชีวิตที่ใช้เวลาส่ง 5 ปี ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป เป็นต้น (ทั้งนี้ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีแต่ละปีประกอบด้วย)

  • อยากกระจายความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล

ในกรณีที่คุณอยากอุ่นใจว่าหากเจ็บป่วยจะไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก อยากมีแผนประกันมาช่วยรองรับความเสี่ยงในจุดนี้ เราแนะนำให้เลือกใช้ ประกันสุขภาพในการลดหย่อนภาษีแทนประกันชีวิต สำหรับประกันสุขภาพนี้ คุณสามารถเลือกประกันสุขภาพจากไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองได้เลย

3. เลือกจากความคุ้มครอง และค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไหว

ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการทำประกันถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คุณจึงควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินชดเชย และสิ่งที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง

และเพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรเลือกแผนประกันที่ค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผล และอยู่ในจำนวนที่คุณจ่ายไหว เพราะว่า ค่าเบี้ยประกันชีวิตถือเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว คุณจึงควรวางแผนการเงินให้ดีสำหรับวันนี้และในอนาคต เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันในอนาคต

สำหรับมือใหม่ที่สนใจอยากทำประกันชีวิต แต่ไม่มั่นใจ ไม่กล้าเดินไปหาตัวแทนเพราะกลัวว่าจะถูกกดดันให้ซื้อประกัน เราแนะนำให้คุณเลือก เทียบแผนประกันออนไลน์ ก่อนค่ะ วิธีนี้จะทำให้คุณได้ประกันที่ตรงกับความต้องการ และจ่ายค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผลด้วย