การจ่ายค่าเบี้ยประกัน ที่คนทำประกันต้องรู้

ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนทำประกันชีวิตหลายๆคนก็คือ เงินไม่พอสำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ใครที่กำลังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ เราบอกได้เลยว่า คุณคิดผิดค่ะ เพราะปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้า หรือ การลืมจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าที่คุณคิดค่ะ ส่วนปัญหานี้จะใหญ่โตแค่ไหน เลื่อนมาอ่านได้เลย

ว่าด้วยเรื่อง การจ่ายค่าเบี้ยประกัน

เพราะปัญหาเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร แม้เราจะระมัดระวังการใช้เงินมากแค่ไหน แต่ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้แทบจะตลอดเวลา ในกรณีที่คุณทำประกันชีวิตไว้ แล้วพบว่าเงินไม่เพียงพอในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ค่ะ

1. เบี้ยประกันสามารถจ่ายล่าช้าได้

นี่เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ (เพราะเราเองก็เพิ่งรู้)ว่า บริษัทประกันจะมีระยะเวลาให้ผู้ประกันสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้ากว่ากำหนดได้ (ส่วนมากจะระบุไว้ในสัญญาทำประกัน) หรือในบางครั้งบริษัทประกันอาจจะออกจดหมายหรือโทรศัพท์แจ้งในกรณีที่ผู้ประกันมีการขาดส่งค่าเบี้ยประกันชีวิต ว่าให้คุณดำเนินการจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อยภายในวันที่กำหนด เพื่อให้คุณยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันชีวิตฉบับนั้นต่อไปได้

แต่ถึงแม้ว่า บริษัทประกันจะอนุญาตให้คุณจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าได้ แต่เราแนะนำให้คุณเช็กกับตัวแทนหรือบริษัทประกันที่คุณใช้บริการก่อนว่า สามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันช้าได้ถึงวันที่เท่าไหร่ หากจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้าจะยังได้รับความคุ้มครองอยู่หรือไม่? เมื่อรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็บริหารจัดการเงินให้พอ สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันครั้งต่อไปให้ทันกำหนด

2. แจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาจ่ายค่าเบี้ยประกัน

ปัญหาการจ่ายค่าเบี้ยประกันมักจะมาจาก ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายนั้นเป็นเงินก้อนใหญ่เกินไป(สำหรับค่าเบี้ยประกันรายปี) ทำให้หลายๆคนไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นมาจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ทัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อกับตัวแทนหรือบริษัทเพื่อแจ้งขอเปลี่ยนระยะเวลาการจ่ายค่าเบี้ยประกันได้เลย

ในกรณีนี้คุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่า คุณสะดวกที่จ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน สะดวกใจอยากเปลี่ยนมาจ่าย ค่าเบี้ยประกันแบบรายเดือน แบบจ่าย 3 เดือน หรืออยากจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกๆ 6 เดือน ได้ หรือหากใครที่จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตเป็นรายเดือนอยู่ ก็สามารถเปลี่ยนมาจ่ายค่าเบี้ยประกันรายปีก็ได้เช่นกัน


เรื่องที่คนจ่าย ค่าเบี้ยประกันชีวิต มักจะเข้าใจผิด

สำหรับการจ่ายค่าเบี้ยประกันล่าช้านั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่บริษัทประกันมีให้เพื่อความสะดวกให้แก่ผู้เอาประกันที่ยังไม่สะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแต่ยังต้องการที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

แต่หากคุณอยากหยุดที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันแล้ว เราไม่แนะนำให้คุณหยุดจ่ายค่าเบี้ยประกันไปซะดื้อๆ เพราะการทำแบบนี้จะยิ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่ตัวคุณเองในอนาคต เพราะเมื่อคุณค้างจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นระยะเวลานาน หรือ เกินเวลาที่บริษัทประกันกำหนดไว้ บริษัทประกันจะทำการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน (การกู้อัตโนมัติ) และคุณอาจจะได้รับหนังสือแจ้งหนี้ในอนาคตได้

ดังนั้น หากอยากยกเลิกประกันชีวิต เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อตัวแทนหรือบริษัทประกันเพื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์ให้เรียบร้อย (หากบริษัทไม่ทำการยกเลิกให้ เราแนะนำให้คุณทำการติดต่อไปที่ คปภ ได้เลยค่ะ)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะสะดวกจ่ายค่าเบี้ยประกันแบบไหน การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรจะวางแผนการเงินให้ดี และมีการแบ่งเงินไว้สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันให้เรียบร้อย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องน่าปวดหัวในอนาคต

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

3 เดือนสุดท้ายของปี เป็นช่วงที่หลายคนเริ่ม วางแผนภาษี เริ่มที่จะมองหาตัวเลือกภาษีกันมากขึ้น สำหรับใครที่อยากลดหย่อนภาษี แต่ไม่อยากทำความเข้าใจกับการซื้อกองทุนที่มีความเสี่ยง เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ ประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพเพื่อลดหย่อนภาษี

เผื่อใครที่กำลังมองหาประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพอยู่ จะได้ตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้นว่า ปีภาษีนี้ จะเลือกประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตลดหย่อนภาษีดี มาค่ะ หาคำตอบไปพร้อมๆกัน

เริ่มต้นด้วย ทำความเข้าใจประกันสุขภาพ 

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพ เป็นสัญญากรมธรรม์ที่จะให้ความคุ้มครองทั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัย และ อาการบาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุด้วย แน่นอนว่า ประกันสุขภาพจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว และ ประกันสุขภาพกลุ่ม

ประกันสุขภาพ คุ้มครองอะไร?

ประกันสุขภาพ จะให้ความคุ้มครองเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือการป่วยไข้ โดยจะชดเชยค่าใช้จ่ายอันเกิดจาก

  • ค่าห้องและค่าอาหาร
  • ค่าบริการทั่วไป
  • ค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน (กรณีเกิดอุบัติเหตุ)
  •  ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการผ่าตัด ค่าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัด
  • ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้แพทย์มาดูแล
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาที่คลีนิค หรือแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  • การชดเชยค่าใช้จ่าย

**ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า ประกันสุขภาพจะไม่ให้ความคุ้มครองกับโรคที่เป็นก่อนการทำประกัน, โรคที่เกิดก่อนหรือระหว่างระยะเวลารอคอย และโรคที่เกิดจากการผ่าตัดศัลยกรรม และความคุ้มครองขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และแต่ละบริษัทประกัน

ทำความเข้าใจประกันชีวิต 

ประกันชีวิต คือ การที่บริษัทประกันและผู้เอาประกันตกลงทำสัญญาร่วมกัน เพื่อที่จะเฉลี่ยความรับผิดชอบที่อาจเกิดจากการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ รวมถึง การสูญเสียรายได้ยามเกษียณด้วย

แน่นอนว่า ประกันชีวิต จะคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจะคืนผลประโยชน์ให้แบบเต็มจำนวน เมื่อผู้เอาประกันยังคงมีชีวิตอยู่ไปจนครบสัญญาประกันภัยตามที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นๆ

อยากซื้อ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เริ่มจากตรงไหนดี?

สำหรับคนที่ยังคิดไม่ตกว่า ในปีนี้เราเหมาะกับการซื้อประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีมากกว่ากันนั้น เราอยากให้คุณเริ่มต้นจากสิ่งต่างๆต่อไปนี้ค่ะ

1. ถามตัวเองว่าต้องการอะไร

การที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นเรื่องพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกทำประกันได้ง่ายขึ้น ที่พูดแบบนี้เพราะว่า เราต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน และแผนประกันแบบเดียวกันก็ไม่ได้ดีและตรงกับความต้องการของทุกๆคน (แผนประกันที่ดีสำหรับเพื่อน อาจจะไม่ใช่แผนประกันที่ตอบโจทย์เราก็ได้)

ดังนั้น เมื่อคุณตัดสินใจมองหาประกันสักฉบับ เราแนะนำให้คุณตรวจสอบและตั้งคำถามกับความต้องการของตัวเองอย่างแรกเลยว่า ต้องการอะไรจากการทำประกัน? อยากได้ความคุ้มครองแบบไหน?

2. กำหนดเป้าหมาย

หลังจากที่คุณรู้ว่าตัวเองต้องการความคุ้มครองแบบไหนเพิ่มเติมแล้ว เราแนะนำให้คุณเริ่มต้นวางแผนหรือกำหนดเป้าหมายจากการทำประกันได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ประกันแต่ละแบบย่อมให้ความคุ้มครองและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และหากคุณต้องการที่จะ

  • วางแผนการเงินสำหรับอนาคต

ในกรณีที่คุณต้องการวางแผนการเงินสำหรับอนาคต หรือรู้ตัวว่าเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง ไม่มีวินัยในการใช้เงินมากพอ ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อยากได้ผลตอบแทนที่คงที่ การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันชีวิตที่มีเงินคืนระหว่างปี อาจจะตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

  • อยากทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี

หากเป้าหมายในการทำประกันของคุณ มีเพียงการลดหย่อนภาษีเท่านั้น คุณอาจจะไม่ต้องเลือกประกันชีวิตที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการส่งนาน เช่น ประกันชีวิตที่ใช้เวลาส่ง 5 ปี ให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป เป็นต้น (ทั้งนี้ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีแต่ละปีประกอบด้วย)

  • อยากกระจายความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล

ในกรณีที่คุณอยากอุ่นใจว่าหากเจ็บป่วยจะไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากนัก อยากมีแผนประกันมาช่วยรองรับความเสี่ยงในจุดนี้ เราแนะนำให้เลือกใช้ ประกันสุขภาพในการลดหย่อนภาษีแทนประกันชีวิต สำหรับประกันสุขภาพนี้ คุณสามารถเลือกประกันสุขภาพจากไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองได้เลย

3. เลือกจากความคุ้มครอง และค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไหว

ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการทำประกันถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คุณจึงควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินชดเชย และสิ่งที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองของบริษัทประกันให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจทำประกันทุกครั้ง

และเพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ คุณควรเลือกแผนประกันที่ค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผล และอยู่ในจำนวนที่คุณจ่ายไหว เพราะว่า ค่าเบี้ยประกันชีวิตถือเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว คุณจึงควรวางแผนการเงินให้ดีสำหรับวันนี้และในอนาคต เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันในอนาคต

สำหรับมือใหม่ที่สนใจอยากทำประกันชีวิต แต่ไม่มั่นใจ ไม่กล้าเดินไปหาตัวแทนเพราะกลัวว่าจะถูกกดดันให้ซื้อประกัน เราแนะนำให้คุณเลือก เทียบแผนประกันออนไลน์ ก่อนค่ะ วิธีนี้จะทำให้คุณได้ประกันที่ตรงกับความต้องการ และจ่ายค่าเบี้ยประกันสมเหตุสมผลด้วย

ซื้อประกัน หรือ เก็บเงิน แบบไหนดีกว่า

ถ้าพูดถึงการทำประกัน ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ หรือประกันทั้งหลายทั้งแหล่ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เราเชื่อว่าหลายคนคิดว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทประกันนั้น ให้ความรู้สึกในด้านลบ มากกว่าด้านดี แน่นอน

ที่หลายๆคนรู้สึกไม่ดีกับบริษัทประกัน หรือ ตัวแทนประกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราต่างก็มีประสบการณ์ในการทำประกันที่แตกต่างกัน หลายๆครั้งที่ เราอาจจะไปพบเจอเข้ากับตัวแทนนิสัยไม่ดี หรือ เจอแผนประกันหมกเม็ด เลยทำให้หลายๆคนเมื่อพูดถึงการทำประกัน ก็จะคิดถึงการหลอกลวงไปโดยปริยาย

และอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หลายคนเกิดความสงสัย และคิดกันไม่ตกนั่นก็คือ “ระหว่างการทำประกัน กับการ ออมเงินสำหรับอนาคต แบบไหนเป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่ากัน” ดังนั้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบของคำถามนี้ ไปพร้อมๆกันดีกว่า

ซื้อประกันชีวิต แล้วได้อะไร?

ประกันชีวิต คือ ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้คุณสามารถกระจายความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับร่างกายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียอวัยวะ พิการ ทุพพลภาพ เสียรายได้เมื่อถึงวัยเกษียณ รวมถึง ความเสียหายถึงแก่ชีวิตด้วย

เมื่อคุณตัดสินใจทำประกันชีวิต และทำการจ่ายค่าเบี้ยประกันครบตามที่ระบุในสัญญา คุณจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอย่างเต็มที่ (ความคุ้มครองที่ได้รับเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา และเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน)

และนอกจากความคุ้มครองด้านชีวิตแล้ว ประกันชีวิตยังมีส่วนช่วยให้ผู้เอาประกันรู้จักวิธีวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคตอีกด้วย เพราะหลายๆคนที่รู้ตัวว่าเป็นคนเก็บเงินไม่เก่ง หรือไม่มีวินัยทางการเงินที่มากพอ มักจะใช้ประกันชีวิตเป็นตัวช่วยในการออมเงินสำหรับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย

ซื้อประกันสุขภาพ แล้วได้อะไร?

ประกันสุขภาพ คือ ประกันที่บริษัทประกันจะทำการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษษพยาบาลของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยที่มากจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือ เกิดจากอุบัติเหตุก็ตามแต่

ประกันสุขภาพมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว และประกันสุขภาพกลุ่ม (ประกันสุขภาพกลุ่มมักจะเป็น ประกันสุขภาพของบริษัท หรือ หนึ่งในสวัสดิการพื้นฐานที่บริษัทมีให้)

ซื้อประกัน หรือ เก็บเงินไว้เอง ดีกว่ากัน?

ถ้าจะพูดว่าอะไรมีข้อดีกว่ากัน ก็คงจะดู bias ไปเสียหน่อย เพราะไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน หรือเก็บออมเงิน ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด เพราะหากคุณเอาเงินที่มีทั้งหมดไปทุ่มกับการทำประกันจนไม่มีเงินสดหลงเหลืออยู่เลย การใช้ชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องยากทันที

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้คุณจะเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินที่ดี เก็บเงินเก่ง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า สินค้าประเภทประกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญเช่นกัน ที่พูดแบบนี้เพราะเราอยากให้คุณนึกถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ และเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงด้านชีวิต และการเจ็บป่วยก็เพิ่มตามไปด้วย หากคุณไม่ได้ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตไว้ มุ่งเก็บออมเพื่อสะสมทรัพย์อย่างเดียว หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นในอนาคต และคุณไม่ได้ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตไว้เลย เงินที่คุณเก็บมาทั้งชีวิต อาจจะต้องเอาไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลจนหมดเลยก็ได้

ดังนั้น เราขอบอกว่า ทั้งการซื้อประกัน และ การมุ่งมั่นเก็บเงินสด ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น คุณควรมองหาแผนประกันดีๆซักฉบับ ควบคู่ไปกับการเก็บออมและวางแผนเกษียณที่ดี เพื่อที่คุณจะได้มีทั้งหลักประกันสุขภาพ หรือหลักประกันชีวิต ควบคู่ไปกับอิสระทางการเงินในอนาคต

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมว่า จะตัดสินใจซื้อประกันทั้งที เราแนะนำให้คุณ เปรียบเทียบแผนประกันออนไลน์ เพื่อพิจารณาความคุ้มครองที่คุณจะได้รับ เบี้ยประกันที่คุณสามารถจ่ายได้ รวมถึง ศึกษาเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์อย่างละเอียด เพื่อที่คุณจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการทำประกันนั่นเอง

 

 

หลับใน ประกันรถยนต์

5 เคล็ดลับแก้ หลับใน ระหว่างขับรถ

“เมาแล้วขับ” นอกจากจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอันใหญ่หลวงแล้ว “อาการหลับใน” ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุไม่แพ้กันเลย เมื่อคนขับรถเสียการควบคุมรถย่อมก่อให้เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ จะเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวในทีวี หรือโลกโซเชียลเสมอๆ ว่า รถชนกันเพราะหลับใน

 

นั่นเกิดจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ง่วงแค่ไหนก็ฝืนขับ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ การนอนหลับให้พอ แต่ถ้าจำเป็นต้องขับรถจริงๆ แล้วก็กลัวว่าจะหลับใน ก็ไม่เป็นไร เรามีเทคนิคแก้หลับในมาฝากกัน

 

1 ทานอาหารให้น้อยที่สุด

ถ้าต้องขับรถทางไกล ออกทริปไกลๆ ไม่ควรกินอาหารให้อิ่มจนเกินไป ถ้าอิ่มเกินไปอาจจะทำให้ง่วงซึมได้เหมือนกัน ดังนั้น การไม่กินอาหารที่อิ่มจนเกินไปก็จะลดอาการหลับในได้

 

2 กินเครื่องดื่มที่เย็นๆ หรือมีน้ำแข็ง

เพราะความเย็นจะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัว ไม่ง่วง ไม่หลับใน หรือไม่ก็เคี้ยวน้ำแข็งไปด้วยก็จะช่วยให้ไม่หลับในได้เหมือนกัน หรือเป็นกาแฟที่มีคาเฟอีนก็จะช่วยให้ไม่ง่วงนอน หากต้องขับรถเวลากลางคืน แต่ต้องงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เยอะๆ ทุกชนิด  อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

3 ขยับร่างกายสักหน่อย

การนั่งขับรถท่าเดียว เป็นเวลานานๆ นอกจากจะทำให้เมื่อยเนื้อตัวแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรือหลับในเวลาขับรถได้ ทางที่ดีควรหยุดพักการขับรถสัก 2 ชั่วโมง ก็จะช่วยไม่ให้เมื่อยตัวได้

 

4 สเปรย์น้ำแร่เย็นๆ

นอกจากจะใช้แต่งหน้าบนรถได้แล้ว ยังสามารถแก้อาการหลับในได้ดีอีกด้วย เมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าจะง่วง ก็ควรหยุดพักรถสักหน่อย หาอะไรที่เป็นเครื่องดื่มเย็นๆ แล้วตบท้ายด้วยสเปร์ยน้ำแร่อีกสักหน่อย ก็จะแก้อาการหลับใน

 

5 เร่งความเร็วรถกะทันหัน

เร่งความเร็วรถกะทันหันก็จะช่วยให้อดรีนาลีนในร่างกายตื่นตัวได้ไว แต่เมื่อรู้สึกว่าร่างกายตื่นตัวแล้ว ควรลดระดับความเร็งลงมาเท่าเดิม ที่สำคัญคือ ต้องดูด้วยว่า เราขับรถอยู่ในเขตชุมชน หรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

 

5 วิธีที่กล่าวมาข้างต้น คือการช่วยไม่ให้หลับในในเบื้องต้น แต่สิ่งที่จะได้ประสิทธิภาพได้ดีที่สุดคือ นอนให้พอก่อนขับรถทางไกล เพราะนี่คือวิธีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ถ้าขับรถอยู่ไม่ไหวจริงๆ ควรนอนพักแบบจริงๆ จังๆ จะนอนในรถ หรือเช็คอินเข้าโรงแรมก็ได้ พอรู้สึกว่า ร่างกายพร้อมแล้วค่อยเดินทางต่อก็ยังไม่สายเกินไป

ดมให้ดี กลิ่นบนรถยนต์ ที่บอกว่ารถกำลังเปลี่ยนไป

ไม่ว่าใครก็อยากให้รถยนต์ของตัวเองมีกลิ่นหอมๆ ที่ดมแล้วรู้สึกสดชื่น แต่ถ้าจู่ๆ อยู่มาวันหนึ่ง ลองทำจมูกฟุดๆ ฟิดๆ แล้วพบว่า กลิ่นบนรถยนต์ นั้นเปลี่ยนไปจากเดิมจะทำอย่างไรดี ที่ต้องตกใจก็คือ มันไม่ใช่กลิ่นหมูปิ้ง หรือขนมนมเนยที่เราเอามากินบนรถนี่น่ะสิ เพราะเมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นแปลกๆ (ไม่ใช่กลิ่นของกิน) แล้วล่ะก็ ให้รู้ได้เลยว่า นี่คือสัญญาณเตือนว่า มีความผิดปกติขึ้นกับรถแล้ว ซึ่ง กลิ่นบนรถยนต์ ที่ต้องระวังให้ดี มีดังนี้

 

กลิ่นไหม้

ถ้าดม กลิ่นบนรถยนต์ แล้วพบว่า มีกลิ่นไหม้ก็คงไม่ใช่อะไร อาจจะเป็นกลิ่นของระบบไฟฟ้าในรถยนต์ เช่น สายไฟในรถใหม้ สายพานหลุดออกจากข้อต่อและเสียดสีกับ อะไหล่รถยนต์ ชิ้นอื่นๆ เมื่อได้กลิ่นอย่าดังทุรังเด็ดขาด ให้โทรตามช่าง เพื่อจะได้นำรถยนต์เข้า อู่ซ่อมรถยนต์ เพื่อแก้ไข

 

กลิ่นยางไหม้

ยางรถยนต์ ถือเป็นอะไหล่รถยนต์ที่สำคัญเลยก็ว่าได้ บางทียางรถยนต์หมดอายุแล้วนำมาใช้ต่อ อาจทำให้เกิดอุัติเหตุได้มากมาย เช่น รถล้ม รถชนรถ หรือ รถไฟไหม้ ได้ หากลองดมดูแล้พบว่า มีกลิ่นคล้ายยางถูกเผาอยู่ในรถ สาเหตุอาจจะมาจากท่อลมยางหลวม สายพานเลื่อน ทางที่ดีโทรตามช่างให้มาตรวจสอบยางรถยนต์จะดีที่สุด

 

กลิ่นน้ำมันเบนซิน

เมื่อน้ำมันช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้ แล้วถ้าน้ำมันรั่วจนได้กลิ่นน้ำมันจะถือว่าอันตรายมาก อาจมีสาเหตุมาจากสายหัวฉีดเชื้อเพลิงรั่ว ถังน้ำมันรั่ว ควรจอดรถแบบทันที แล้วโทรเรียกช่างหรือนำรถเข้าอู่ซ่อมรถยนต์จะดีกว่า ถ้าฝืนขับต่อไป รถไฟไหม้ ได้เกิดขึ้นแน่ๆ

 

กลิ่นหวานคล้ายน้ำเชื่อม

รถยนต์ของเราอาจจะมีอาการถังพักน้ำหล่อเย็นรั่วก็ได้ อย่าลืมว่า กลิ่นหวานๆ แบบนี้มักจะมีสัตว์ที่ชื่นชอบอยู่บ้าง ทั้งมดและหนู ถ้าปล่อยไว้ ไม่ยอมทำความสะอาด ทั้งหมดและหนูอาจจะกรูกันเข้ามาในที่รถเพราะตามกลิ่นหวานๆ มา ผลที่ตามมาคือ หนูกัดสายไฟรถยนต์ เป็นต้น

 

กลิ่นเหม็นอับ

ไม่ใช่กลิ่นเหม็นอับของเหงื่อแล้วเข้าไปหลบร้อนในรถยนต์แต่อย่างใด แต่หมายถึงกลิ่นอับที่เป็นกลิ่นของรถ บอกได้เลยว่า ระบบแอร์รถยนต์ มีปัญหาเข้าให้แล้ว อาจจะมาจากความชื้นที่มากขึ้น หรือมีราโตอยู่ในคอยล์แอร์ ใช้วิธีแก้ไขด้วยการเปิดพัดลม (โดยปรับให้แรงสุด) สักพักกลิ่นก็จะจางหายไป

 

กลิ่นบนรถยนต์ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่ง มองตอนนี้ก็เป็นเรื่องเล็ก ถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ ดังนั้น เจ้าของรถทุกคันควรดูแลและตรวจสอบสภาพรถยนต์อยู่เสมอ เพื่อลดอุบัติเหตุรถล้ม รถชนกัน ซึ่งทั้งหมดก็เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง 

รถมอเตอร์ไซค์มือสอง ประกันรถมอเตอร์ไซค์ ประกันบิ๊กไบค์

เลือกซื้อ รถมอเตอร์ไซค์มือสอง อย่างไรดี?

ไม่ว่าจะซื้อรถใหม่ป้ายแดง หรือ รถมือสอง ทั้งหมดล้วนเป็นความชอบทั้งนั้น เหตุผลที่หลายคนชอบซื้อ รถมอเตอร์ไซค์มือสอง อาจเป็นเพราะว่า รถมอเตอร์ไซค์บางรุ่นมีตำนานที่ยาวนาน หรือคาแรคเตอร์ของยี่ห้อนั้นๆ อย่างชัดเจน แต่ความชอบแค่นั้นยังไม่พอที่ตัดสินใจซื้อ รถมอเตอร์ไซค์มือสอง ได้ เพราะคุณต้องมีวิธีเลือกซื้อรถจักรยานยนต์มือสองไว้ประกอบการตัดสินใจด้วย

 

1 ชอบรถมอเตอร์ไซค์แบบไหนกันแน่

รถมอเตอร์ไซค์มีหลายประเภท และหลายยี่ห้อ ถ้าไม่เลือกให้ดี เมื่อเสียเงินซื้อแล้วเอามาขี่ได้สักพัก แล้วรู้ตัวว่า รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิคคันนี้ไม่เหมาะกับเราจริงๆ หมายความว่า เรากำลังขาดทุน บางทีก็ต้องเลือกที่ชอบจริงๆ แล้วค่อยเลือกยี่ห้อเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเสียดายเวลาที่ต้องมาขายต่ออีกทอดหนึ่ง

 

2 ตระเวนหารถ

ไม่ว่าจะเป็น เต๊นท์รถมือสอง หรือ เว็บไซต์ขาย รถมอเตอร์ไซค์มือสอง ก็ตามแต่ เมื่อได้แหล่งที่ซื้อแล้วควรสอบถามให้ละเอียด คุยกับเจ้าของรถ หรือเจ้าของเต๊นท์รถให้เคลียร์ๆ ว่าสภาพรถเป็นอย่างไร ยางหน้าและหลังเปลี่ยนเมื่อไหร่ น้ำมันเครื่องเปลี่ยนครั้งล่าสุดเดือนใด สีรถต้องทำใหม่ไหม เมื่อได้คำตอบ ก็ถึงหน้าที่เราที่จะต้องคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง

 

3 ขอดูรถ

ว่ากันตรงๆ คนจะขายย่อมสรรหาข้อดีมาเสนอให้อยู่แล้ว หลังจากที่ได้ลองพูดคุยกับเจ้าของรถ หรือเต๊นท์รถมือสอง ลำดับต่อไปคือ ควรดูรถจริงๆ จะดีกว่า เอาให้เห็นกับตาไปเลย อีกทั้งการนัดดู รถมอเตอร์ไซค์มือสอง แต่ละครั้ง ควรมีเพื่อน หรือช่าง (หากมี) ติดตามไปด้วย เพราะนั่นหมายความว่า เรามีหลายตาไว้ช่วยดูดีกว่าตาเดียว

 

4 เอกสารของรถมอเตอร์ไซค์

ตรวจเช็กให้ละเอียดและถี่ถ้วน ว่าเอกสารรถมอเตอร์ไซค์ของรถคันนี้ เป็นทะเบียนจริงหรือเป็นทะเบียนปลอม หรือได้ดำเนินการผ่านกรมขนส่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ สีรถมอเตอร์ไซค์มือสองตรงกับเล่มทะเบียนหรือเปล่า ภาษีขาดไหม เป็นต้น

 

5 ลองขี่

ต่อให้เจ้าของรถชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดหว่านล้อมว่า รถมอเตอร์ไซค์คันนี้ดีแบบนั้น ดีแบบนี้ ก็ควรที่จะลองขี่ด้วยตัวเองถึงจะดีที่สุด หากรถเคยล้มมา รถมอเตอร์ไซค์จะบอกข้อผิดพลาดได้ดีที่สุด เช่น ระบบเบรกหน้าหลัง องศาการเลี้ยว หากลองขี่แล้วรู้สึกถูกชะตาก็ถึงเวลาเสียเงินของคุณแล้วล่ะ

 

และนี่คือ 5 เคล็ดลับก่อนเลือกซื้อ รถมอเตอร์ไซค์มือสอง ที่คุณไม่ควรละเลยจริงๆ เพราะเป็นวิธีกันพลาด หรือเซฟเงิน และเซฟเวลา การเช็กระบบมอเตอร์ไซค์ให้ดี ตรวจเอกสาร ฯลฯ ก็จะเป็นการเช็กแบบถี่ถ้วนว่า รถมอเตอร์ไซค์มือสอง คันนั้น เราควรจะเสียเงินให้จริงๆ หรือเปล่า

ประกันรถยนต์ ดูแลรถยนต์ ประกันรถชั้น 1

รู้ไว้ใช่ว่า ป้องกันสีรถ ก่อนตะลุย เทศกาลสงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาอีกแล้ว รถยนต์สุดที่รักบางคันคงต้องตะลุยด่านน้ำ บุกป่าฝ่าแป้งและดินสอพองกันแน่ๆ บอกเลยว่ายังไงไง๊ก็หนีไม่ได้แน่นอน แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไปยกใหญ่ ถ้ารู้ว่าหนีไม่ได้ ก็มาหาวิธีป้องกันเมื่อมันเกิดขึ้นดีกว่า เพราะรู้ไหมว่า แป้งหรือดินสอพอง ส่งผลต่อสีรถด้วยนะ

 

วิธีป้องกันสีรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์

1 ก่อนออกตะลุยด่านน้ำ

สิ่งสำคัญคือ “ล้างรถ” ให้เสร็จ แล้วขั้นต่อไปคือ “น้ำยาเคลือบสี” ก็ต้องลงด้วยเหมือนกัน การเคลือบสีก็คือการป้องกันสีรถ (จะมากหรือจะน้อยก็ดีกว่าไม่ป้องกันเลย) ยิ่งเป็นสงกรานต์ถ้าเคลือบสีหนาขึ้นไป 2-3 เท่าก็น่าจะฝ่าด่านน้ำ บุกดงแป้งและดินสอพองได้อยู่

 

2  นอกจากแป้งเหนียวๆ

อีกสิ่งที่รถยนต์ต้องเจอก็คือ น้ำผสมแป้ง ดินสอพองผสมแป้ง ควรล้างทันทีที่รถโดนตะลุมบอนด้วย แป้งและดินสอพอง (อย่าปล่อยให้แห้งเป็นคราบจะดีกว่า) ถ้าปล่อยไว้มันจะกลายเป็นคราบน้ำ ซึ่งยากต่อการดูแลสีรถ ยากต่อการทำความสะอาดรถ

 

3 กระจกรถ

ก็เหมือนหูเหมือนตาที่จะดูรถคันข้างหลังให้เรา ถ้าผ่านมรสุมแป้งและดินสอพองมาแล้ว และพบว่า กระจกรถเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้น อย่าเพิ่งฉีดที่ปัดน้ำฝนโดยเด็ดขาด รีบจอดรถข้างทางแล้วล้าให้ถูกวิธีจะดีกว่า และอย่างเสี่ยงขับทั้งที่กระจกข้างรถเลอะแป้ง เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ หรือ รถชนกัน ได้ (แต่ข้อนี้แอบเชียร์ว่า ให้ฉีดที่ปัดน้ำฝนไปเลย ความปลอดภัยต้องมาอันดับแรก)

 

หลังจากนี้ เมื่อผ่านมรสุมแป้ง และดินสอพอง และถ้าอยากล้างรถอีกครั้ง หรือลบคราบฝังแน่นอย่างคราบน้ำ ก็ควรที่จะรีบเข้าคาร์แคร์ที่เราไว้วางใจให้เร็วที่สุด เพราะคาร์แคร์จะมีน้ำยาสำหรับลบคราบฝั่งแน่นโดยเฉพาะ ใครที่มีรถสีเข้มก็ต้องทำใจสักหน่อย เพราะจะเห็นคราบน้ำเหล่านี้ได้ชัด แต่ก็คิดในแง่บวกที่ว่า เห็นชัดๆ นั่นแหละดี จะได้กำจัดคราบฝังแน่นให้หมดจด

 

ยิ่งเทศกาลสงกรานต์ที่ประเทศไทยช่วยกันรณรงค์ 7 วันอันตราย เราก็ยิ่งต้องขับรถให้ระมัดระวังมากขึ้น แต่ต่อให้เราระวังแค่ไหน ถ้ารถคันอื่นไม่ระวังเหมือนเรา ก็ไม่อาจหนีพ้น อุบัติเหตุรถยนต์ ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร ขอให้ทุกคนขับรถอย่างปลอดภัย เที่ยวสงกรานต์กันให้สนุกกันถ้วนหน้าจ้า

ประกันรถยนต์ แรบบิท ไฟแนนซ์

เอารถไปติดแก๊ส ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่

คนขับรถทุกคนย่อมรู้ดีว่า “ราคาน้ำมันรถ” เดี๋ยวก็ถูก เดี๋ยวก็แพง บางคนทนไม่ไหว ไม่อยากใช้น้ำมันแพงๆ เลยเบนเข็ม เอารถไปติดแก๊สแทน ซะเลย เพราะจะช่วยประหยัดเงินค่าน้ำมันได้พอสมควร (ก็ต้องแลกกับต่อคิวสักหน่อย)

แก๊สที่ว่าก็คือ แก๊ส LPG หรือ แก๊ส NGV ที่เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมัน ทำให้เจ้าของรถไม่ต้องเอาเงินไปละลายน้ำมัน หันมาละลายเชื้อเพลงทดแทนน้ำมัน แต่คำถามก็คือ เอารถไปติดแก๊ส ต้องแจ้งบริษัทประกันหรือไม่?

เพราะเงื่อนไขของ ประกันรถยนต์ ทุกๆ บริษัท หรือ ประกันรถยนต์ทุกประเภท น่าจะกำกับเอาไว้ว่า “รถคันใดที่ติดตั้งเพิ่ม หรือใส่อุปกรณ์เสริม (Accessory) เข้าไป ต้องแจ้งต่อบริษัทประกัน”

 

อุปกรณ์เสริม หรืออุปกรณ์ เช่น ล้อแม็ก สปอยเลอร์ เครื่องเสียง ชุดกันขโมย ฟิล์มกรองแสง กรอบป้ายทะเบียน สติ๊กเกอร์ลายต่างๆ แล้วแบบนี้ เอารถไปติดแก๊ส จะต้องแจ้งประกันรถยนต์ไหมล่ะเนี่ย

 

เอารถไปติดแก๊ส ไม่แจ้ง ประกันรถยนต์ ก็ไม่คุ้มครอง

เอารถไปติดแก๊ส ก็เหมือนกับการดัดแปลงรถยนต์ ใส่อุปกรณ์เสริมเข้าไป เพราะถือว่าไม่ใช่อุปกรณ์ที่อยู่นอกเหนือจากตัวรถยนต์ที่โรงงานผลิตออกมานั่นเอง หมายถึงว่า เอารถไปติดแก๊ส ก็ต้องแจ้งบริษัทประกันอยู่ดี

 

สำหรับ ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานเท่านั้น ถ้าไม่แจ้งเพิ่มเติมล่วงหน้า เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ประกันรถยนต์ ก็ไม่รับผิดชอบ ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ติดตั้งแก๊ส ผู้เอาประกันก็ต้องรับผิดชอบเอง

 

แต่ถ้าเอารถไปติดแก๊ส แล้วทำเรื่องส่งไปยังบริษัทประกัน ว่าได้เอารถไปติดแก๊ส อาจจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น แต่ก็เพื่อคุ้มครองอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งเข้าไป คิดซะว่า เสียน้อยตอนนี้ ดีกว่าเสียมากๆ ในวันข้างหน้า

 

แจ้งกับใครถ้าเอารถไปติดแก๊ส

  • แจ้งเรื่องไปยังนายหน้า หรือบริษัทประกันรถยนต์โดยตรง
  • ส่งเอกสารรายการจดทะเบียนที่แจ้งเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิง จากกรมขนส่งทางบก และใบเสร็จค่าติดตั้งชุดอุปกรณ์แก๊สรถยนต์

 

ในความเป็นจริง จะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ได้ ตามความสะดวกใจ แต่ถ้าแจ้งบริษัทประกันรถยนต์เอาไว้ล่วงหน้า ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดจะเอารถไปติดแก๊ส แนะนำว่าควรแจ้งกับบริษัทประกันจะดีกว่า ประกันรถยนต์ จะได้คุ้มครองอย่างครอบคลุม

ประกันภัยบ้าน

ประกันสินเชื่อบ้าน จำเป็นแค่ไหนกัน

เมื่อเราขอกู้เงินสำหรับเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านกับธนาคาร เราจะต้องทำประกันด้วยหรือเปล่า ?

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยใช่ไหมล่ะคะ เพราะฉะนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า ประกันที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารมักจะออดอ้อนเชิญชวนให้เราทำประกันนั้น คืออะไร ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร !

ทำประกันสินเชื่อบ้านไปทำไม ?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับประกันสินเชื่อบ้านกันก่อนว่ามันคืออะไรกันนะ ?

ประกันสินเชื่อบ้าน สามารถอธิบายได้อย่างง่ายๆเลย คือ การประกันความเสี่ยงในการชำระหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง

แล้วทำไปทำไมล่ะ ?

คนส่วนใหญ่มักจะทำประกันสินเชื่อบ้านไว้ เพื่อให้ความคุ้มครองผู้กู้ หากเกิดกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยที่บริษัทประกันจะผ่อนชำระหนี้บ้านแทนผู้กู้เอง

ประโยชน์ของการทำประกันสินเชื่อบ้าน

หากผู้กู้กำลังผ่อนบ้านอยู่กับธนาคาร แล้วเกิดเสียชีวิตขึ้นมา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เป็นการถาวรตามระยะเวลาที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต บริษัทประกันก็จะเป็นผู้จ่ายเงินกู้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับธนาคาร

และหากคำนวณแล้วพบว่าทุนประกันชีวิตสูงกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่กับธนาคาร ครอบครัวของผู้กู้ก็จะได้เงินส่วนต่างนั้นคืนอีกด้วย อีกทั้งบ้านที่อยู่ในระหว่างการผ่อนชำระนั้น ก็จะไม่ตกไปเป็นภาระของครอบครัวและไม่โดนธนาคารยึดไป เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อบ้านได้

แม้ว่าธนาคารจะไม่ได้บังคับให้ผู้กู้ทุกรายต้องทำประกัน แต่ก็มักจะมีข้อเสนอให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่ต่ำกว่า ในกรณีที่ผู้กู้เลือกทำประกันสินเชื่อบ้านนี้ไปด้วย โดยเบี้ยประกันจะจ่ายเพียงครั้งเดียวและจะหักไปจากยอดวงเงินกู้ในตอนที่เริ่มทำประกันค่ะ

รู้แบบนี้แล้ว เริ่มเห็นความสำคัญของการทำประกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ และหากคุณกำลังซื้อบ้านที่เป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง ก็อย่าลืมทำประกันภัยบ้านไว้ด้วยนะคะ เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่มากมาย อุ่นใจ หายห่วงค่ะ

 

หาแหล่งเงินกู้อยู่หรือเปล่า? อ่านสรุป 4 รูปแบบสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างง่ายดูก่อนไหม?

ก่อนอื่นต้องขอสร้างความเข้าใจกับทุกท่านก่อน คำว่า สินเชื่อส่วนบุคคล มีความหมายเหมือนกับ เงินกู้ ดังนั้นการสมัครขอสินเชื่อส่วนบุคคลจึงไม่แตกต่างอะไรกับการกู้เงินแต่อย่างใด เป็นเพียงภาษาที่สุภาพและเป็นทางการมากกว่าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องปรกติหากใครจะต้องการเงินก้อนหรือทรัพย์สินฉุกเฉินเพื่อใช้ในการประกอบกิจการหรือทำธุรกิจ บ้างอาจจะอยากหาเงินหมุนเวียน บ้างมีความจำเป็นจริงๆ ลองมาอ่านดูกันว่าสินเชื่อแบบไหนที่เหมาะกับคุณดูก่อนไหม?

สินเชื่อมีหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบมีเงื่อนไขการขอที่แตกต่างกันไป การกู้เงินอาจจะไม่ได้ทำได้ง่ายนักสำหรับบางคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สินเชื่อทุกรูปแบบมีจุดเด่นและเคล็ดลับในการขอให้ได้รับอนุมัติง่ายแตกต่างกัน โดยผมขอแบ่งออกเป็น 4 อย่างง่ายๆ ดังนี้

  1. สินเชื่อแบบมีหลักประกัน
  2. สินเชื่อเงินสด
  3. สินเชื่ออเนกประสงค์
  4. สินเชื่อนอกระบบ

โดยแม้สินเชื่อนอกระบบจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ผมให้คำแนะนำ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีตัวตนอยู่จริง ขอให้ลองอ่านให้จบแล้วตัดสินใจอีกครั้งว่าคุณอยากขอสินเชื่อแบบไหน


สินเชื่อทั่วไปแบบมีหลักประกัน เช่น

รถแลกเงิน รีไฟแนนซ์ หรือจำนองบ้านเป็นต้น

เป็นรูปแบบที่ขอได้ง่ายที่สุด เนื่องจากมีผู้กู้จำเป็นต้องทิ้งทรัพย์สินไว้เป็นตัวประกันให้กับสถาบันทางการเงินนั้นๆ หากไม่มีการชำระคืนตามที่ตกลงกันไว้ ก็จะมีการยึดทรัพย์สินและปรับเพิ่มเติมตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

แม้จะขอได้ง่ายที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้วงเงินสูงที่สุด โดยเฉพาะกับรูปแบบของรีไฟแนนซ์ (ที่ใช้เพื่อลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเท่านั้น) หรือสินเชื่อรถแลกเงินที่วงเงินขึ้นอยู่กับสภาพของรถยนต์เป็นหลัก รวมถึงเครดิตต่างๆที่มีด้วย

มีสินเชื่อแบบมีหลักประกันหลากหลายแบรนด์ที่อนุญาตให้ผู้ติดรายชื่อบัญชีดำของเครดิตบูโรสามารถขอสินเชื่อได้ด้วย โดยเฉพาะกับบริการรถแลกเงินอย่างกรุงศรีออโต้ เมืองไทยลิสซิ่ง หรือเงินติดล้อเป็นต้น


สินเชื่อเงินสด เช่น

บัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตเป็นต้น

เป็นรูปแบบที่มีความต้องการสูง เพราะเร็วและจับต้องได้ ใครๆก็ชอบเงินสด ถูกไหมครับ? โดยจะเป็นรูปแบบสินเชื่อที่ผู้ให้บริการหรือสถาบันทางการเงินนั้นๆให้เป็นเงินสด โดยมากจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิบลิ่ว ทั้งนี้ก็เพื่อเตือนสติผู้กู้มิให้ใช้จนเกินกำลัง เพราะสินเชื่อเงินสดสามารถขอได้ง่าย

สินเชื่อเงินสดมักมาในรูปแบบของบัตรเครดิตที่กดเงินสดได้ หรือบัตรกดเงินสดโดยตรง แม้จะไม่ได้เป็นที่นิยมนักในปัจจุบัน (ด้วยอัตราดอกเบี้ย) แต่ก็เป็นรูปแบบที่ตรงไปตรงมาและใช้ง่ายที่สุด เพียงเลือกจำนวน กด ก็เป็นหนี้ได้เลย แถมยังมีอัตราดอกเบี้ยรายปีสูง หากไม่ชำระภายในระยะเวลาโปรโมชั่นที่กำหนด

ทั้งบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตมีเงื่อนไขในการทำที่ละเอียดอ่อน หากติดเครดิตบูโรก็บอกได้เลยว่าอย่าหวังไว้มาก รวมถึงเครดิตต่างๆเช่นรายได้ต่อเดือน สถานะความเป็นหนี้ในช่วงเวลานั้นๆ หรือแม้แต่สุขภาพและอาชีพที่ทำเองก็เป็นปัจจัยได้เช่นกัน


สินเชื่ออเนกประสงค์ เช่น

สินเชื่อบ้าน สินเชื่อแต่งงาน หรือสินเชื่อปลดหนี้เป็นต้น

เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด สินเชื่ออเนกประสงค์ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่สินเชื่อบุคคลที่สามารถแตกแขนงได้หลากหลายแบบ แต่มีอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียงกัน (ขึ้นอยู่กับข้อตกลงสำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์ของแต่ละที่ด้วย) ไม่ว่าจะนำไปใช้ทำอะไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยโดยมาก มักคิดตามค่า MLR / MRR ที่ทางธนาคารกำหนดไว้

ปัจจุบันใครๆก็อยากผ่อน ค่อยๆจ่ายดีกว่าในยุคที่เงินทองหายากขนาดนี้ ทำให้สถาบันทางการเงินมอบข้อเสนอดีดีมากมายในหัวเรื่องการขอสินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อเพื่อแต่งงาน หรือสินเชื่อปลดหนี้(รวมหนี้) ก็ดี ยกตัวอย่างเช่นสินเชื่อปลดหนี้ ที่ให้ลูกค้ากู้เงินไปชำระหนี้ก้อนเดิม แล้วมารวมติดเป็นหนี้ก้อนใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยดีกว่าไปแทน นอกจากจะช่วยผู้บริโภคทางอ้อมแล้ว ยังไม่ได้มีเงื่อนไขที่ซับซ้อนแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับสินเชื่อเงินสด เงินกู้รูปแบบนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลเครดิตที่ดี หรือละเอียดเป็นอย่างน้อย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอกู้เงินทุกครั้ง นอกจากชื่อจะไม่เสียแล้ว หากมีประวัติดีก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสดีดีให้คุณได้รับอนุมัติง่ายขึ้นด้วย เป็นต้นว่าหากคุณไม่เคยมีบัตรเครดิตมาก่อน (ไม่เคยมีชื่อในเครดิตบูโร) ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะขอกู้เงินก้อนใหญ่ได้


สินเชื่อนอกระบบ หรือเงินกู้นอกระบบ

เงินกู้นอกระบบหรือ Shark Loan เป็นหนึ่งในปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย นอกจากจะมีขั้นตอน หลักการและเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมแล้ว อัตราดอกเบี้ยยังเยอะเสียจนเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเกินไป

นอกจากนั้นยังไร้มาตรฐาน มาตรการทวงหนี้ที่อยู่นอกกฎหมาย เงื่อนไขบังคับหรือข้อกำหนดอื่นๆที่ไม่เป็นธรรม แถมยังไม่มีการระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เงินกู้นอกระบบไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแต่อย่างใด แม้จะง่าย แม้จะไว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีที่สุด เพราะหากคุณพยายามมากขึ้นสักหน่อย เลือกแต่ที่พอดี พอประมาณ ทบทวนตัวเลือกให้ละเอียด แล้วยอมติดหนี้ในระบบ จะดีกว่ามาก


จะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและการใช้งานของผู้สมัครขอสินเชื่อ ดังนั้นจึงอยากให้เข้าใจและศึกษาข้อมูลก่อนให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันความเป็นไปได้แย่ๆที่จะเกิดขึ้นกับคุณ การติดบัญชีดำของเครดิตบูโรเป็นเรื่องใหญ่นะจ้ะ!